Asset Plus Point Artificial Intelligence Hedge Fund Not for Retail Investors
ASSET PLUS FUND MANAGEMENT COMPANY LIMITED · Equity · settlement T+50
↳ Invests in Wellspring GBL Fund · หมู่เกาะเคย์แมน
✨Invests primarily in the Wellspring GBL Fund, focusing on technology and AI-driven businesses through a hedge fund strategy.
กองทุนมีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ คือ กองทุน Wellspring GBL Fund (กองทุนหลัก) Class Q Shares เพียงกองทุนเดียว ซึ่งจัดตั้งภายใต้กฎหมายของหมู่เกาะเคย์แมน (the Cayman Islands) และบริหารจัดการโดย Quantum GBL, LLC (Management Company) และมี Quantum GBL Asset Management, LLC เป็นผู้จัดการการลงทุน (Investment Manager) ทั้งนี้ จะมี Net Exposure ในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศดังกล่าวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน กองทุนหลักมีนโยบายการลงทุนในกองทุน Point72 Turion Offshore, Ltd. (กองทุนอ้างอิง) ซึ่งกองทุนอ้างอิงจัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของหมู่เกาะเคย์แมน (the Cayman Islands) โดยมี Point72 Asset Management, L.P. ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership) ที่จัดตั้งขึ้นในรัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำหน้าที่เป็นบริษัทจัดการ (Management Company) และเป็นผู้จัดการการลงทุน (Investment Manager) มีอำนาจในการตัดสินในด้านกลยุทธ์การลงทุนและการจัดสรรเงินทุน ทั้งนี้ กองทุนอ้างอิงเป็นกองทุนประเภทเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) ภายใต้กลยุทธ์ Long/Short Equity Hedge โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของเงินลงทุน (Capital Appreciation) โดยเน้นลงทุนในธุรกิจด้านเทคโนโลยีและธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนสูง ตามการวิเคราะห์ของผู้จัดการลงทุน กองทุนจะลงทุนในกองทุนหลักด้วยสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ (USD) และกองทุนหลักลงทุนในกองทุนอ้างอิงด้วยสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ (USD) กองทุนหลักอาจกู้ยืมเงินเพื่อสภาพคล่องไม่เกินร้อยละ 25 มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนหลักและอาจกู้ยืมเพื่อประโยชน์การจัดการลงทุนโดยรวมกันไม่เกินร้อยละ 60 มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนหลัก แต่จะไม่ลงทุนในหน่วย Private Equity สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) และตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) รวมถึงไม่ทำธุรกรรมการขายหลักทรัพย์ที่ต้องยืมมาเพื่อการส่งมอบ (Short Sale) และการทำธุรกรรมขายโดยมีสัญญาซื้อคืน (Repo) เพื่อประโยชน์การจัดการลงทุน กองทุนอ้างอิงอาจมีการลงทุนในหน่วย Private Equity สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) การกู้ยืมเงินหรือการทำธุรกรรมขายโดยมีสัญญาซื้อคืน (Repo) เพื่อประโยชน์การจัดการลงทุน และการทำธุรกรรมการขายหลักทรัพย์ที่ต้องยืมมาเพื่อการส่งมอบ (Short Sale) ทั้งนี้ กองทุนอ้างอิงไม่ได้มีการกำหนดสัดส่วนการลงทุนสูงสุดไว้เป็นการเฉพาะ ทั้งนี้ กองทุนไทยจะไม่ลงทุนในหน่วย Private Equity และไม่ทำธุรกรรมการขายหลักทรัพย์ที่ต้องยืมมาเพื่อการส่งมอบ (Short Sale) รวมถึงการกู้ยืมเงินและการทำธุรกรรมขายโดยมีสัญญาซื้อคืน (Repo) เพื่อประโยชน์การจัดการลงทุน เว้นแต่ เป็นการกู้ยืมและการทำธุรกรรมขายโดยมีสัญญาซื้อคืน (Repo) เพื่อบริหารสภาพคล่องของกองทุนรวมตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด ในส่วนที่เหลือกองทุนจะพิจารณาลงทุนในตราสารทุน และ/หรือตราสารหนี้ และ/หรือตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน และ/หรือตราสารทางการเงิน และ/หรือเงินฝาก และ/หรือหน่วย CIS และ/หรือหน่วยลงทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์/REITs และ/หรือหน่วยลงทุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และ/หรือหน่วยลงทุนกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ และ/หรือกองทุนอีทีเอฟ (ETF) และ/หรือทรัพย์สินอื่นใดที่มีลักษณะทำนองเดียวกันโดยได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. หรือคณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนดให้กองทุนลงทุนได้ ทั้งนี้ จะมีการลงทุนที่ส่งผลให้มี Net Exposure ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน กองทุนอาจมีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management (EPM)) ทั้งเพื่อวัตถุประสงค์ในการลงทุนหรือการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ซึ่งกองทุนจะเข้าเป็นคู่สัญญาโดยมีสินทรัพย์อ้างอิงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ หุ้น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนเงิน เครติด (Credit Rating และ/หรือ Credit Event) ซึ่งหากราคาสินทรัพย์อ้างอิงมีความผันผวนมากหรือทิศทางการลงทุนไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ หรือคู่สัญญาที่ทําธุรกรรมไม่สามารถชําระภาระผูกพันได้ตามกําหนดเวลา อาจทําให้กองทุนขาดทุนจากการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ทั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนการลงทุนหรือการเข้าทําธุรกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหน่วยลงทุนโดยรวม อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการกองทุนจะวิเคราะห์และติดตามปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์อ้างอิงรวมถึงพิจารณาความน่าเชื่อถือของคู่สัญญาก่อนทําธุรกรรมและติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยกองทุนจะเน้นทําธุรกรรมกับคู่สัญญาที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ กองทุนอาจทำการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) จากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนตามความเหมาะสมสำหรับสภาวะการณ์ในแต่ละขณะ นอกจากนี้ กองทุนอาจลงทุนในตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) ตราสารทุนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Unlisted Securities) และ/หรือตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (Non-Investment Grade) และ/หรือตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated) ได้ รวมถึงอาจทำธุรกรรมการให้ยืมหลักทรัพย์ (Securities Lending) หรือธุรกรรมการซื้อโดยมีสัญญาขายคืน (Reverse Repo) โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด การคำนวณสัดส่วนการลงทุนของกองทุนรวมตามการจัดแบ่งประเภทของกองทุน บริษัทจัดการอาจไม่นับช่วงระยะเวลาดังนี้รวมด้วยก็ได้ ทั้งนี้ โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ 1. ช่วงระยะเวลา 30 วันนับแต่วันที่จดทะเบียนเป็นกองทุนรวม 2. ช่วงระยะเวลา 30 วันก่อนเลิกกองทุนรวม 3.ช่วงระยะเวลาที่ต้องใช้ในการจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุนเนื่องจากได้รับคำสั่งขายคืนหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน หรือมีการโอนย้ายกองทุนจำนวนมากหรือเพื่อรอการลงทุน ทั้งนี้ ต้องไม่เกินกว่า 10 วันทำการ ในกรณีที่บริษัทจัดการเห็นว่าการลงทุนในกองทุนหลักไม่เหมาะสมอีกต่อไป เช่น กองทุนหลักมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการลงทุน หรือลักษณะสำคัญของกองทุน หรือการลงทุนไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนหลัก หรือมีไว้ซึ่งหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นใดที่ขัดต่อหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด เป็นต้น และ/หรือผลตอบแทนของกองทุนหลักไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ และ/หรือมีขนาดกองทุนลดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ และ/หรือไม่สามารถลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลักดังกล่าวได้อีกต่อไป บริษัทจัดการสงวนสิทธิที่จะนำเงินลงทุนไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศอื่นที่มีนโยบายการลงทุนใกล้เคียงกัน หรือขอสงวนสิทธิที่จะยกเลิกกองทุนไทยโดยถือว่าได้รับมติเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้วและจะคำนึงประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ บริษัทจัดการจะประกาศให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนดำเนินการดังกล่าวผ่านเว็บไซต์บริษัทจัดการ ทั้งนี้ ระหว่างการโอนย้ายหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปยังกองทุนต่างประเทศอื่นข้างต้น บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการพิจารณาดำเนินการครั้งเดียวหรือหลายครั้งก็ได้ โดยการทยอยโอนย้ายเงินลงทุนอาจส่งผลให้ช่วงระยะเวลาดังกล่าวกองทุนอาจลงทุนหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศมากกว่า 1 กองทุน ตามที่ระบุไว้ในโครงการข้างต้น และจะยกเว้นไม่นำเรื่องอัตราส่วนการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลักโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน และการลงทุนในต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนมาบังคับใช้ระหว่างการดำเนินการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากบริษัทจัดการไม่สามารถลงทุนในกองทุนอื่นใดที่มีนโยบายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ บริษัทจัดการอาจพิจารณาดำเนินการยกเลิกโครงการจัดการกองทุนรวมได้ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิเปลี่ยนแปลงประเภทและลักษณะพิเศษของกองทุนรวมในอนาคตเป็นกองทุนรวมหน่วยลงทุน (Fund of Funds) หรือกองทุนรวมที่มีการลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินได้ หรือสามารถกลับมาเป็นกองทุนรวมฟีดเดอร์ (Feeder Fund) โดยไม่ทำให้ระดับความเสี่ยงของการลงทุน (Risk Profile) เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ให้เป็นตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน และเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุน อนึ่ง บริษัทจัดการจะดำเนินการแจ้งผู้ถือหน่วยลงทุนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนการดำเนินการเปลี่ยนแปลง โดยประกาศผ่านเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ กรณีการลงทุนของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์ ซึ่งมีการลงทุนในกองทุนปลายทางไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของ NAV ของกองทุนปลายทาง และมีลักษณะครบถ้วนตาม 1. และ 2. บริษัทจัดการจะดำเนินการตาม 3. 1. ฐานะการลงทุนสุทธิของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์ (1) มีฐานะการลงทุนสุทธิในหน่วยของกองทุนต่างประเทศ (กองทุนปลายทาง) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี < 80% ของ NAV ของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์ หรือ (2) มีฐานะการลงทุนสุทธิในหน่วยของกองทุนต่างประเทศ (กองทุนปลายทาง) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ≥ 80% ของ NAV ของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์โดยกองทุนต่างประเทศไม่มีวัตถุประสงค์การลงทุนในทำนองเดียวกับกองทุนดัชนีหรือ ETF 2. ในกรณีที่กองทุนมีการลงทุนในกองทุนปลายทางไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนปลายทาง และหากปรากฎว่า NAV ของกองทุนปลายทาง มีการลดลงในลักษณะดังนี้ (1) NAV ณ วันใดวันหนึ่งลดลง > 2/3 ของ NAV กองทุนปลายทาง หรือ (2) ยอดรวมของ NAV ลดลงในช่วงระยะเวลา 5 วันทำการใดติดต่อกันคิดเป็นจำนวน > 2/3 ของ NAV กองทุนปลายทาง 3. รายละเอียดการดำเนินการ การดำเนินการ ระยะเวลาดำเนินการ 3.1 แจ้งเหตุที่กองทุนปลายทางมีมูลค่าทรัพย์สินลดลง พร้อมแนวทางการดำเนินการของ บลจ. ให้สำนักงานและผู้ถือหน่วย (แนวทางการดังกล่าวต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ดีที่สุดของผู้ถือหน่วยโดยรวม) ภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่มีการเปิดเผยข้อมูลของกองทุนปลายทางที่ปรากฏเหตุ 3.2 เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการตาม 3.1 ต่อผู้ลงทุนทั่วไป (ดำเนินการให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวด้วย) พร้อม 3.1 3.3 ปฏิบัติตามแนวทางการดำเนินการตาม 3.1 ภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีการเปิดเผยข้อมูลของกองทุนปลายทางที่ปรากฏเหตุ 3.4 รายงานผลการดำเนินการตาม 3.3 ให้สำนักงานทราบ ภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ดำเนินการตาม 3.3 แล้วเสร็จ สรุปรายละเอียดสาระสำคัญของ Wellspring GBL Fund (กองทุนหลัก) (แหล่งที่มาของข้อมูล : Memorandum as of December 2024) ชื่อกองทุน Wellspring GBL Fund ชนิดหน่วยลงทุน Class Q Shares โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อ “ข้อกำหนดการลงทุนใน Class Q Shares (Terms of Class Q Shares)” วันจัดตั้งกองทุน 14 August 2017 (วันที่ 14 สิงหาคม 2560) จดทะเบียน หมู่เกาะเคย์แมน (Cayman Islands) หน่วยงานกำกับดูแล Cayman Islands Monetary Authority (CIMA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลและจดทะเบียนกองทุนตามพระราชบัญญัติ Mutual Funds Act ของหมู่เกาะเคย์แมน บริษัทจัดการ (Management Company) Quantum GBL, LLC (“company”) ผู้จัดการการลงทุน (Investment Manager) Quantum GBL Asset Management, LLC วันทำการซื้อ/ขายหน่วยลงทุน โปรดศึกษาเพิ่มเติมในหัวข้อ “ข้อกำหนดการลงทุนใน Class Q Shares (Terms of Class Q Shares)” การจ่ายเงินปันผล ไม่จ่าย โครงสร้างการลงทุน (INVESTMENT PROGRAMME) วัตถุประสงค์ในการลงทุน (Investment Objective) วัตถุประสงค์ในการลงทุนของกองทุนคือมุ่งสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกในทุกสภาวะตลาดในระยะยาวภายใต้สภาวะตลาดทุนต่างๆ ที่หลากหลายโดยนำทรัพย์สินของกองทุนไปลงทุนผ่านกองทุนอ้างอิงที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนทางเลือก รวมถึงกองทุนประเภท Hedge Funds, Private Equity Funds, Real Estate Funds และ Credit Funds กลยุทธ์ในการลงทุน (Investment Strategy) กองทุนใช้กลยุทธ์การลงทุนหลากหลายแบบร่วมกัน โดยส่วนใหญ่จะลงทุนใน Hedge Funds ที่มีผู้จัดการกองทุนหลากหลายทั่วโลกซึ่งเน้นกลยุทธ์การลงทุนทางเลือก รวมถึงกลยุทธ์ equity long/short (directional or market neutral), global macro, arbitrage and multi-strategy. ผู้จัดการการลงทุนจะลงทุนตามกระบวนการลงทุนที่มีการพัฒนาอย่างดี ซึ่งประกอบด้วย การประเมินการดำเนินงานของกองทุนอ้างอิงอย่างละเอียดและต่อเนื่อง เครื่องมือการลงทุนที่กองทุนอ้างอิงใช้ในการลงทุน ได้แก่ การถือสถานะซื้อหรือขาย (Long and Short Positions) ในตราสารทุนและเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุน ตราสารหนี้ และตราสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับตราสารหนี้ เงินสดและรายการที่เทียบเท่าเงินสด สัญญา Options ใบสำคัญแสดงสิทธิ สัญญา Futures และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ สกุลเงินต่างๆ ตราสารอนุพันธ์ที่ซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ (เช่น สัญญา Swaps) หลักทรัพย์ที่ไม่มีสภาพคล่องเพียงพอให้ซื้อขายอย่างต่อเนื่องในตลาดรอง การทำธุรกรรมขายโดยมีสัญญาซื้อคืนและธุรกรรมการซื้อโดยมีสัญญาขายคืน หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้แปลงสภาพ ตราสารหนี้ที่เกิดจากการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Asset-Backed Securities) หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ และตราสารทางการเงินอื่นๆ (รวมเรียกว่า “ตราสารทางการเงิน”) วิธีการลงทุน (Investment Approach) ผู้จัดการการลงทุนได้พัฒนากระบวนการลงทุนที่มีการตรวจสอบกองทุนอ้างอิงที่คัดเลือกให้มีการลงทุนอยู่ในกรอบการลงทุนที่กำหนด กระบวนการลงทุนที่กล่าวถึงในที่นี้เป็นกระบวนการที่สามารถปรับเปลี่ยนได้เพื่อให้สอดคล้องกับการพิจารณาทบทวนของผู้จัดการการลงทุน การจัดสรรสินทรัพย์และกลยุทธ์การลงทุน (Asset and Strategy Allocation) ผู้จัดการการลงทุนจะกำหนดวิธีการกระจายการลงทุนในกองทุนอ้างอิงที่เฉพาะเจาะจงสำหรับหน่วยลงทุนแต่ละชนิดของกองทุน การคัดเลือกกองทุนอ้างอิง (Underlying Fund Selection) ผู้จัดการการลงทุนจะนำทรัพย์สินของกองทุนไปลงทุนในกองทุนอ้างอิงต่างๆ ที่มั่นใจว่าอยู่ในกลุ่มของ Hedge Funds ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในตลาดทั่วโลก โดยผู้จัดการการลงทุนจะพยายามกำหนดขอบเขตการลงทุนที่ประกอบด้วยกองทุนอ้างอิงที่ให้ผลตอบแทนดีและมีลักษณะที่แตกต่างอย่างหลากหลาย หลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้ในการคัดเลือกกองทุนอ้างอิงที่ลงทุนจะลงทุนประกอบด้วย: - มีฝ่ายจัดการและผู้บริหารระดับสูงที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในวงการ - มีทีมงานที่มั่นคง - มีภูมิหลังที่แข็งแกร่งและมีประสบการณ์การลงทุนมาอย่างยาวนาน - มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่ชัดเจนและยั่งยืน - มีกลยุทธ์การลงทุนที่ดี สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบความเสี่ยง - มีองค์กรภายในที่แข็งแกร่ง โดยมีการบริหารการลงทุนเป็นทีม และมีโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนอย่างมั่นคง - มีประวัติการดำเนินงานในอดีตที่เหนือกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกัน - มีการประเมินความยั่งยืนของผลการดำเนินงานในอดีต และ - มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง ดัชนีชี้วัด S&P 500 Index ข้อกำหนดการลงทุนใน Class Q Shares (Terms of Class Q Shares) กลยุทธ์ มุ่งเน้นลงทุนในธีมด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องจากการนำ AI ไปใช้ โดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานของแพลตฟอร์มการลงทุนแบบหลายกลยุทธ์ (Diversified Multi-Strategy Platform) ซึ่งประกอบด้วยกลยุทธ์ Long/Short Discretionary Fundamental, กลยุทธ์เชิงระบบ (Systematic Strategies), กลยุทธ์มหภาคระดับโลก (Global Macro Strategies) และกลยุทธ์การเก็งกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้น (Equity Arbitrage Strategies) คุณลักษณะของ กองทุนอ้างอิง มีทีมผู้จัดการการลงทุนที่มีความมั่นคงและเชี่ยวชาญ มุ่งเน้นการลงทุนในโอกาสและกลยุทธ์เฉพาะทาง โดยกองทุนอ้างอิงหลัก คือ Point72 Turion Offshore, LTD. – Class B Shares วันซื้อหน่วยลงทุน วันทำการแรกของแต่ละเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 หรือวันอื่นใดตามที่คณะกรรมการจะพิจารณากำหนดตามดุลยพินิจ การชำระเงินสำหรับ หน่วยลงทุนที่ซื้อ ผู้ถือหน่วยลงทุนอาจถูกเรียกให้ชำระเงินค่าจองซื้อได้ทุกเมื่อภายในหนึ่งปีนับจากวันที่ทำการจองซื้อดังกล่าว และต้องชำระเมื่อมีการกำหนดให้ชำระเงินดังกล่าว ค่าธรรมเนียมการจัดการ 1.0% ของ NAV ต่อปี อัตราส่วนแบ่งจากผลกำไร (Performance Fee) 0% กำหนดการขายคืน หน่วยลงทุนรายไตรมาส ผู้ถือหน่วยลงทุนต้องยื่นคำสั่งขายคืนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 75 วันก่อนวันสิ้นไตรมาสดังกล่าว (“วันขายคืนหน่วยลงทุน”) ทั้งนี้ การขายคืนในแต่ละรอบจะถูกจำกัดไม่เกิน 25% ของมูลค่าหน่วยลงทุนของผู้ลงทุนแต่ละราย (Investor-level Gate) โดยหน่วยลงทุนที่ส่งคำสั่งขายคืนนั้นจะต้องถือครองเป็นระยะเวลา 1 ปี หากการขายคืนหน่วยลงทุนมีระยะเวลาการถือครองน้อยกว่าที่กำหนด อาจมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขายคืนก่อนกำหนดในอัตรา 5% เว้นแต่ผู้จัดการกองทุนจะพิจารณายกเว้น ทั้งนี้ หากคำสั่งขายคืนหน่วยลงทุนรวมกันในช่วงเวลาหนึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกองทุน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ถือหน่วยลงทุนที่เหลืออยู่ หรือเกินกว่าสภาพคล่องที่มีอยู่ คณะกรรมการกองทุนมีอำนาจระงับ เลื่อน หรือจำกัดการขายคืนหน่วยลงทุนตามดุลยพินิจ เงินค่าขายคืนหน่วยลงทุนจะชำระภายใน 40 วันนับจากวันขายคืนหน่วยลงทุน ทั้งนี้ หากเป็นการขายคืนหน่วยลงทุนทั้งหมด กองทุนอาจมีการกันเงินไม่เกิน 5% และจะชำระเงินส่วนที่เหลือภายใน 40 วันนับจากวันที่กองทุนเสร็จสิ้นการตรวจสอบบัญชีประจำปี โดยค่าขายคืนหน่วยลงทุนจะถูกหักด้วยค่าธรรมเนียมการขายคืนก่อนกำหนด (ถ้ามี) และ Incentive Allocation ตามที่กำหนด ทั้งนี้ กองทุนไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจองซื้อหรือขายคืนหน่วยลงทุนเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ระบุไว้ข้างต้น จำนวนหน่วยลงทุนขั้นต่ำที่ต้องถือไว้ กองทุนมีข้อกำหนดการถือครองขั้นต่ำที่มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) จำนวน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือจำนวนที่น้อยกว่านี้ตามที่คณะกรรมการจะพิจารณา) และอาจกำหนดให้มีการไถ่ถอนหน่วยลงทุนโดยบังคับ ทั้งนี้ กองทุนไม่มีเจตนาในการนำข้อกำหนดดังกล่าวมาใช้บังคับจริง การจ่ายเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุน เงินค่าขายคืนหน่วยลงทุนจะจ่ายให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนภายใน 40 วันนับจากวันขายคืนหน่วยลงทุน ทั้งนี้ หากเป็นการขายคืนหน่วยลงทุนทั้งหมด กองทุนอาจกันเงินไว้ไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนเงินขายคืนโดยประมาณ โดยส่วนที่กันไว้ดังกล่าวจะจ่ายคืน (โดยไม่มีดอกเบี้ย) ภายใน 40 วันนับจากวันที่กองทุนเสร็จสิ้นการตรวจสอบบัญชีประจำปี มูลค่าหน่วยลงทุนรายเดือน (Monthly NAV Report) กองทุนมีการลงทุนในกองทุนอ้างอิง คือ Point72 Turion Offshore, LTD. (“กองทุนอ้างอิง”) โดยกองทุนอ้างอิงจะประกาศมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วย (NAV) เป็นรายเดือน ซึ่งจะเผยแพร่โดยประมาณในวันที่ 25 ของเดือนถัดไปในแต่ละเดือน แม้ว่าข้อความอื่นใดในหนังสือชี้ชวนนี้อาจระบุไว้ต่างออกไป กองทุนจะใช้ความพยายามอย่างเหมาะสมในการจัดทำ หรือจัดให้มีการจัดทำรายงานรายเดือน (ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบบัญชี) ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนลงทุนประเภท Class Q โดยเร็วที่สุดหลังจากที่ได้รับรายงาน NAV รายเดือนจากกองทุนอ้างอิง แต่ไม่เกิน 37 วันนับจากวันสิ้นเดือน สรุปรายละเอียดสาระสำคัญของ Point72 Turion Offshore, Ltd. (กองทุนอ้างอิง) (แหล่งที่มาของข้อมูล : CONFIDENTIAL OFFERING MEMORANDUM March 2023) ชื่อกองทุน Point72 Turion Offshore, Ltd. ชนิดหน่วยลงทุน Class B Shares วันที่จดทะเบียน October 21, 2024 จดทะเบียน หมู่เกาะเคย์แมน (Cayman Islands) หน่วยงานกำกับดูแล Cayman Islands Monetary Authority (CIMA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลและจดทะเบียนกองทุนตามพระราชบัญญัติ Mutual Funds Act ของหมู่เกาะเคย์แมน ผู้จัดการการลงทุน (Investment Manager) Point72 Asset Management, L.P. โครงสร้างของกองทุน (Fund Structure) กองทุน Point72 Turion Master, L.P. เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ได้รับการยกเว้นภาษี จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายหมู่เกาะเคย์แมน วัตถุประสงค์การลงทุน (Investment Objective) กองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของเงินลงทุน (Capital Appreciation) โดยเน้นลงทุนในธุรกิจด้านเทคโนโลยีและธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนสูง ตามการวิเคราะห์ของผู้จัดการลงทุน การจัดการ (Management) คณะกรรมการของกองทุนได้มอบหมายให้ Point72 Asset Management, L.P. ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดที่อยู่ภายใต้การบริหารของ Mr. Steven A. Cohen รับผิดชอบในการบริหารจัดการสินทรัพย์ของกองทุน นโยบายและกระบวนการลงทุน (INVESTMENT PROGRAM) ปรัชญาการลงทุน (Investment Philosophy) วัตถุประสงค์ของผู้จัดการการลงทุน คือ การสร้างผลตอบแทนจากมูลค่าการลงทุนที่เพิ่มขึ้น (Capital Appreciation) โดยมุ่งเน้นการคัดเลือกและลงทุนในธุรกิจด้านเทคโนโลยีและธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ซึ่งคาดว่าจะได้รับอิทธิพลจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) และมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนสูง อ้างอิงจากกระบวนการวิจัยของผู้จัดการการลงทุน ผู้จัดการการลงทุนเชื่อว่าผลตอบแทนที่โดดเด่นมักมาจากมุมมองการลงทุนที่แตกต่าง ซึ่งเกิดจากการวิเคราะห์เชิงลึกในอุตสาหกรรมที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยผู้จัดการการลงทุนมุ่งเน้นการค้นหาและลงทุนในธุรกิจที่มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่แตกต่าง มีความแข็งแกร่ง และมีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว โดยคาดว่าจะมีการปรับประมาณการทางการเงินไปในทิศทางที่ดีขึ้นต่อเนื่อง กระบวนการลงทุน (Investment Process) ผู้จัดการการลงทุนจะใช้กระบวนการคัดเลือกหุ้นโดยอิงจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Driven Stock Selection) ในหุ้นทั่วโลก โดยมุ่งเน้นไปที่หุ้นของบริษัทในสหรัฐอเมริกาที่อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งคาดว่าจะได้รับอิทธิพลจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) กระบวนการลงทุนของผู้จัดการการลงทุนยึดหลักการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นและเทคโนโลยีเชิงลึก โดยดำเนินการโดยทีมวิจัยของผู้จัดการการลงทุน พร้อมพิจารณาถึงมุมมองการลงทุนที่แตกต่าง และเหตุผลที่ตลาดโดยรวมอาจมีมุมมองที่ต่างจากผู้จัดการการลงทุน กระบวนการลงทุนดังกล่าวมุ่งเน้นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นและเทคโนโลยีเชิงลึก ซึ่งดำเนินการโดยทีมวิจัยของผู้จัดการการลงทุน การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นมุ่งเน้นช่วงเวลาการวิเคราะห์ประมาณ 2–5 ปี ขณะที่การวิเคราะห์ทางเทคโนโลยีมุ่งเน้นช่วงเวลาประมาณ 2–10 ปี เพื่อช่วยให้ผู้จัดการการลงทุนสามารถทำความเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นก่อนที่เทคโนโลยีดังกล่าวจะเริ่มส่งผลกระทบต่อมุมมองปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ วิธีการลงทุน (Investment Methodology) พอร์ตการลงทุนของกองทุนคาดว่าจะสะท้อนกระบวนการลงทุนแบบวิเคราะห์จากล่างขึ้นบน (Bottom-up Investment Process) ของผู้จัดการการลงทุนเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน กระบวนการลงทุนของผู้จัดการการลงทุนยึดหลักการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเชิงลึกของหุ้น โดยดำเนินการโดยทีมวิจัยของผู้จัดการการลงทุน พร้อมพิจารณามุมมองการลงทุนที่แตกต่าง และเหตุผลที่ตลาดโดยรวมอาจมีมุมมองที่ต่างจากผู้จัดการการลงทุน การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานมุ่งเน้นปัจจัยสำคัญต่างๆ เช่น การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ การวิเคราะห์ด้านการแข่งขัน และการวิเคราะห์งบการเงิน ซึ่งใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการจัดทำประมาณการทางการเงินในช่วง 2–5 ปี นอกจากนี้ ผู้จัดการการลงทุนยังให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ประวัติและผลงานของทีมผู้บริหาร โครงสร้างเงินทุนและงบดุล การกระจายความเสี่ยงตามอุตสาหกรรมและภูมิศาสตร์ ความไวต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความคาดหวังของนักลงทุน เงื่อนไขสัญญาทางการเงิน การประเมินมูลค่าเปรียบเทียบ และการวิเคราะห์อุตสาหกรรมในมุมเปรียบเทียบ สำหรับการวิเคราะห์ดังกล่าว ผู้จัดการการลงทุนใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลหลักและรองที่หลากหลาย รวมถึงการสนทนากับผู้บริหารในอุตสาหกรรม ที่ปรึกษาอุตสาหกรรมอิสระ คู่แข่ง และผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยและการลงทุนอื่นๆ การจัดพอร์ตการลงทุน (Portfolio Construction) ผู้จัดการการลงทุนมุ่งสร้างผลตอบแทนสูงสุดโดยการกระจุกการลงทุนไปยังโอกาสที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนสูง ผู้จัดการการลงทุนมีนโยบายบริหารพอร์ตโดยเน้นการลงทุนฝั่งซื้อสุทธิ (Net Long Exposure) ซึ่งมีความยืดหยุ่นและคาดว่าจะอยู่ในช่วงประมาณ 30% ถึง 60% แต่สามารถปรับเพิ่มหรือลดช่วงดังกล่าวได้ตามสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง ผู้จัดการการลงทุนอาจปรับจำนวนและขนาดการลงทุนทั้งฝั่งซื้อ (Long) และฝั่งขายชอร์ต (Short) ให้เหมาะสมกับสภาพตลาด ปัจจุบัน ผู้จัดการการลงทุนคาดว่า (1) การลงทุนฝั่งซื้อจะมีจำนวนระหว่างประมาณ 20 ถึง 30 หลักทรัพย์ โดยมีขนาดการลงทุนเฉลี่ยประมาณ 5% และ (2) การลงทุนฝั่งขายชอร์ตจะมีจำนวนระหว่างประมาณ 10 ถึง 30 หลักทรัพย์ โดยมีขนาดการลงทุนเฉลี่ยประมาณ 3% ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนต่อมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน การลงทุนในพอร์ต (Portfolio Investments) สินทรัพย์ของกองทุนอาจถูกนำไปลงทุนโดยตรงหรือโดยอ้อม โดยใช้มาร์จินหรือวิธีการอื่นๆ ในตราสารที่โดยทั่วไปเรียกว่า “หลักทรัพย์” ตลอดจนเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ ที่ออกโดย ทำสัญญากับ หรืออ้างอิงกับนิติบุคคลในสหรัฐอเมริกาหรือประเทศอื่น รวมถึงสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ดังนี้ : หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หน่วยลงทุนในทรัสต์ ผลประโยชน์ในห้างหุ้นส่วนและเครื่องมือทางการเงินลักษณะใกล้เคียงกัน ผลประโยชน์ในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ หุ้นกู้ ตราสารหนี้และตั๋วเงิน (ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ลำดับรอง สามารถแปลงสภาพได้ หรือรูปแบบอื่น) สกุลเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ สินทรัพย์ที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน ตลอดจนตราสารอนุพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ย สกุลเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ หุ้น และตราสารอนุพันธ์อื่นๆ ซึ่งรวมถึง (1) สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures Contracts) (รวมถึงออปชันของสัญญาดังกล่าว) ที่เกี่ยวข้องกับดัชนีหุ้น สกุลเงิน หลักทรัพย์รัฐบาลสหรัฐอเมริกา และหลักทรัพย์ของรัฐบาลประเทศอื่นๆ ตลอดจนตราสารทางการเงินอื่นๆ และสินค้าโภคภัณฑ์ทุกประเภท (2) สัญญาสวอป (Swaps) ออปชัน (Options) สวอปชัน (Swaptions) ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrants) สัญญาแคป (Caps) สัญญาคอลลาร์ (Collars) สัญญาฟลอร์ (Floors) และข้อตกลงอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้า (Forward Rate Agreements) (3) สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศทั้งแบบสปอตและแบบล่วงหน้า (Spot and Forward Currency Transactions) และ (4) สัญญาที่เกี่ยวข้องหรือเป็นหลักประกันสำหรับธุรกรรมดังกล่าว นอกจากนี้ กองทุนยังสามารถลงทุนในธุรกรรมการขายและรับซื้อคืน (Repurchase and Reverse Repurchase Agreements) ลูกหนี้การค้าและเจ้าหนี้การค้าหรือบุคคลอื่น ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน สัญญาหรือสิทธิเรียกร้องต่างๆ สัญญาที่รอดำเนินการ สิทธิร่วมลงทุน (Participations) กองทุนรวม กองทุนรวมที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (Exchange-Traded Funds) และเครื่องมือทางการเงินลักษณะคล้ายกัน กองทุนตลาดเงิน ตราสารหนี้ของสหรัฐอเมริกาหรือรัฐบาลต่างประเทศ หรือหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรทางการเมืองในประเทศนั้นๆ ตั๋วเงินคลัง ตั๋วแลกเงินธนาคาร ตั๋วรับรองเงินฝาก สิทธิเรียกร้องทางกฎหมาย ใบรับฝากทรัพย์สิน และตราสารหนี้หรือภาระผูกพันอื่นๆ ไม่ว่าประเภทใดก็ตามที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือที่จะถูกสร้างขึ้นในอนาคต (ซึ่งจะเรียกรวมว่า “เครื่องมือทางการเงิน”) ไม่ว่าบุคคลผู้ออกตราสารนั้นจะมีการซื้อขายในตลาดสาธารณะหรือมีสภาพคล่องหรือไม่ก็ตาม ผู้จัดการการลงทุนคาดว่าจะมุ่งเน้นการลงทุนหลักในหุ้นที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (Publicly Traded Equities) กองทุนยังสามารถลงทุนในตราสารอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับตราสารทุนหรือตราสารหนี้ ตราสารแปลงสภาพ และเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ นอกจากนี้ กองทุนอาจถือครองสินทรัพย์บางส่วนในสินทรัพย์ที่ขาดสภาพคล่อง (Illiquid Investments) เป็นครั้งคราว ภายใต้ข้อจำกัดการลงทุนที่กองทุนกำหนด การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการลงทุน (Changes in the Investment Program) ภายใต้ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องและข้อจำกัดที่กองทุนกำหนด ผู้จัดการการลงทุนสามารถเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์หรือ นโยบายการลงทุนของกองทุนได้ตามความเหมาะสม คำอธิบายเกี่ยวกับกลยุทธ์การลงทุนหรือการลงทุนที่ระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้ มิได้เป็นการจำกัดขอบเขตการลงทุนของกองทุนแต่อย่างใด กองทุนอาจดำเนินกลยุทธ์หรือทำการลงทุนอื่นใดที่มิได้ระบุไว้ในเอกสารนี้ หากผู้จัดการการลงทุนเห็นว่าเหมาะสมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การลงทุนของกองทุน ทั้งนี้ กระบวนการลงทุนของกองทุนมีลักษณะการเก็งกำไรและมีความเสี่ยงสูง ไม่อาจรับประกันได้ว่าวัตถุประสงค์การลงทุนของกองทุนจะบรรลุผล การซื้อหน่วยลงทุน (Offering of Shares) กองทุนอาจรับผู้ถือหน่วยลงทุนรายใหม่และรับคำขอซื้อหน่วยลงทุนได้ในวันแรกของแต่ละเดือน (“First Day of Each Month”) หรือในวันอื่นตามที่คณะกรรมการบริษัทหรือผู้จัดการการลงทุนเห็นสมควรตามดุลยพินิจ (เรียกว่า “วันรับคำขอซื้อหน่วยลงทุน” หรือ “Subscription Date”) การขายคืนหน่วยลงทุน (Redemption Date) รายไตรมาส โดยต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 65 วัน ทั้งนี้ การขายคืนจะอยู่ภายใต้ระยะเวลาการถือครองหน่วยลงทุนขั้นต่ำ (Lock-Up Period) และข้อจำกัดการขายคืนในระดับผู้ถือหน่วยลงทุน (Investor-Level Gate) ระยะเวลาการถือครองหน่วยลงทุนขั้นต่ำ (Lock-Up Period) กำหนดไว้เป็นระยะเวลา 4 ไตรมาสเต็ม โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่เริ่มลงทุน (Subscription Date) และสิ้นสุดในวันสุดท้ายของไตรมาสที่ 4 นับถัดจากวันดังกล่าว หากผู้ถือหน่วยลงทุนทำการขายคืนหน่วยลงทุนก่อนสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าว จำนวนเงินที่ได้รับจากการขายคืนจะถูกหัก 5% ของจำนวนเงินที่ขอขายคืน (ค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนก่อนกำหนด หรือ Early Redemption Amount) โดยเงินดังกล่าวจะถูกเก็บไว้ในกองทุนเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนที่ยังคงลงทุนอยู่ ทั้งนี้ คณะกรรมการของกองทุนมีสิทธิใช้ดุลยพินิจในการลดหรือยกเว้นการหักค่าธรรมเนียมดังกล่าวได้ ข้อจำกัดการขายคืนในระดับผู้ถือหน่วยลงทุน (Investor-Level Gate) ผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ไม่เกิน 25% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่ถืออยู่ ณ วันขายคืนหน่วยลงทุน (Investor-Level Gate) ทั้งนี้ หากมีการขายคืนหน่วยลงทุนก่อนสิ้นสุดระยะเวลา Lock-Up Period ที่กำหนด จำนวนเงินที่จะได้รับจากการขายคืนจะถูกหักค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนก่อนกำหนด (Early Redemption Amount) หากผู้ถือหน่วยลงทุนประสงค์จะขายคืนหน่วยลงทุนเกินกว่า 25% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่ถืออยู่ สามารถยื่นคำสั่งขายคืนได้ แต่กองทุนจะดำเนินการทยอยขายคืนเป็นลำดับต่อเนื่องในวันขายคืนหน่วยลงทุนถัดไป โดยครั้งแรกจะขายคืนได้ไม่เกิน 25% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ และยอดที่เหลือจากคำสั่งขายคืนดังกล่าวจะทยอยขายคืนต่อไปในวันขายคืนหน่วยลงทุนถัดไปตามลำดับเป็น 33.33%, 50% และ 100% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่ถืออยู่ ณ วันขายคืนหน่วยลงทุนแต่ละครั้ง (ก่อนหัก Incentive Allocation ที่เกี่ยวข้องกับจำนวนหน่วยลงทุนที่ขายคืนในวันดังกล่าว) ซึ่งอัตรา 25%, 33.33%, 50% และ 100% นี้เรียกว่า Applicable Percentage หมายเหตุ : สามารถดูตัวอย่างกรณี “ประสงค์จะขายคืนหน่วยลงทุนเกินกว่าร้อยละ 25 ของมูลค่าสินทรัพย์สินสุทธิที่ถืออยู่” ได้ในส่วนท้ายของตาราง การชำระเงินจากการขายคืนหน่วยลงทุน (Payment of Redemption Proceeds) กองทุนจะชำระเงินจากการขายคืนหน่วยลงทุนโดยไม่มีดอกเบี้ย ภายใน 30 วัน นับจากวันไถ่ถอนหน่วยลงทุน (Redemption Date) ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ หากผู้ถือหน่วยลงทุนขายคืนหน่วยลงทุนทั้งหมด กองทุนอาจสงวนสิทธิในการกันเงินไว้ไม่เกิน 5% ของยอดประมาณการเงินขายคืนรวมที่ต้องจ่ายในการขายคืนรอบสุดท้าย (คำนวณจากข้อมูลที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ ณ วันไถ่ถอนดังกล่าว และไม่รวมยอดสำรองหรือยอดกันไว้สำหรับค่าใช้จ่ายค้างจ่าย หนี้สิน หรือภาระผูกพันต่าง ๆ) โดยกองทุนจะชำระยอดคงเหลือ (ซึ่งอาจมีการปรับปรุงตามผลการตรวจสอบบัญชี และไม่มีดอกเบี้ย) ภายใน 30 วัน หลังจากที่งบการเงินประจำปีซึ่งมีการขายคืนรอบสุดท้ายได้รับการตรวจสอบแล้ว จำนวนเงินขายคืนที่จะจ่ายให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนจะถูกหักด้วยค่าธรรมเนียมการขายคืน (Early Redemption Amount) หากมี และค่าตอบแทนจูงใจ (Incentive Allocation) ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยลงทุนที่ขายคืน ทั้งนี้ หากผู้ถือหน่วยลงทุนได้ลงทุนมากกว่าหนึ่งครั้ง การชำระเงินค่าขายคืนจะดำเนินการตามหลักการเข้าก่อน–ออกก่อน (First-In, First-Out) เว้นแต่คณะกรรมการบริษัทจะมีมติเป็นอย่างอื่น โดยทั่วไป กองทุนจะชำระเงินขายคืนเป็นเงินสด อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสามารถใช้ดุลยพินิจในการชำระเงินในลักษณะ ทรัพย์สินอื่น (In-kind) โดยมีการแจ้งจากกองทุนให้ทราบ ค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาการลงทุน (Advisory Fee) อัตรา 2.00% ต่อปี คำนวณและเรียกเก็บเป็นรายเดือน โดยคิดจากมูลค่าสุทธิของหน่วยลงทุน ณ วันแรกของเดือน และชำระภายใน 10 วันแรกของเดือนนั้น ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมจะถูกตัดจากบัญชีของกองทุน ค่าตอบแทนตามผลการดำเนินงาน (Incentive Allocation) อัตรา 20% ของกำไรสุทธิ (หลังหัก Advisory Fee) โดยคำนวณและจัดสรรเมื่อสิ้นปีบัญชี (Fiscal Year) ทั้งนี้ จะคิดเฉพาะผลกำไรที่สูงกว่ามูลค่าสุทธิสูงสุดเดิมของหน่วยลงทุน และหากมีการไถ่ถอนหน่วยลงทุนก่อนสิ้นปี มูลค่าสุทธิสูงสุดเดิมจะถูกปรับลดลงตามสัดส่วนการไถ่ถอน ค่าใช้จ่ายอื่นๆ (Other Expenses) กองทุนจะเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการเสนอขายและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ตัวอย่างสมมติ : กรณีประสงค์จะขายคืนหน่วยลงทุนเกินกว่าร้อยละ 25 ของมูลค่าสินทรัพย์สินสุทธิที่ถืออยู่ หากผู้ถือหน่วยลงทุนมีจำนวนเงินลงทุน 100,000 USD เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 68 ผู้ถือหน่วยลงทุนยื่นคำสั่งขายคืนหน่วยลงทุน 70% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่ถืออยู่ หรือเท่ากับ 70,000 USD กองทุนอ้างอิงจะดำเนินการขายคืนหน่วยลงทุนเป็น 4 ไตรมาส ตามเงื่อนไข 25%, 33.33%, 50% และ 100% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่คงเหลือในแต่ละครั้งตามลำดับ ดังนี้ วันทำรายการขายคืน สัดส่วนการขายคืน จำนวนเงินที่ขายคืน ในแต่ละไตรมาส (USD) ยอดคงเหลือคำสั่ง (USD) 31 มี.ค. 2568 (ส่งคำสั่งขายคืน 70% หรือเท่ากับ 70,000 USD) 25% ของ 100,000 USD ซึ่งเท่ากับ 25,000 USD 25,000.00 45,000.00 30 มิ.ย. 2568 (ไตรมาสถัดไป) 33.33% ของ 45,000 USD ซึ่งเท่ากับ 14,998.50 USD 14,998.50 30,001.50 30 ก.ย. 2568 (ไตรมาสถัดไป) 50% ของ 30,001.50 USD ซึ่งเท่ากับ 15,000.75 USD 15,000.75 15,000.75 31 ธ.ค. 2568 (ไตรมาสถัดไป) 100% ของ 15,000.75 USD ซึ่งเท่ากับ 15,000.75 USD 15,000.75 0.00 หมายเหตุ - ตัวอย่างจัดทำขึ้นภายใต้สมมติฐานที่ว่าจำนวนเงินที่ส่งคำสั่งขายคืนไม่มีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงทั้งก่อนและหลังวันทำรายการขายคืน - ตัวเลขจำนวนเงินที่ขายคืนในแต่ละไตรมาสมีการปัดเศษจุดทศนิยมเป็นสองตำแหน่งเพื่อความสะดวกในการแสดงตัวอย่าง ในกรณีที่กองทุนหลักและ/หรือกองทุนอ้างอิงมีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวข้างต้น บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการปรับปรุงข้อมูลของกองทุนหลักและ/หรือกองทุนอ้างอิง รวมถึงแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อมูลของกองทุนไทยให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวของกองทุนหลักและ/หรือกองทุนอ้างอิง ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ถือว่าได้รับมติจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว และจะแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการและ/หรือช่องทางอื่นที่เหมาะสม ทั้งนี้ สรุปข้อมูลสำคัญ ค่าธรรมเนียม รวมถึงรายละเอียดต่างๆ ข้างต้นของกองทุนหลักและกองทุนอ้างอิงได้ถูกคัดเลือกมาเฉพาะส่วนที่สำคัญและแปลมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ ดังนั้น ในกรณีที่มีความแตกต่างหรือไม่สอดคล้องกับต้นฉบับภาษาอังกฤษ ให้ถือเอาต้นฉบับภาษาอังกฤษของกองทุนหลักเป็นเกณฑ์ ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียดการลงทุนก่อนการตัดสินใจลงทุน สถานการณ์เชิงลบอย่างมากที่สุดที่เกิดขึ้น (Worst Case Scenario) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนในกองทุนอ้างอิงที่กองทุนหลักนำเงินไปลงทุน เนื่องจากกองทุนอ้างอิงเป็นกองทุนประเภทเฮดจ์ฟันด์ (hedge fund) ที่มีการลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสามารถใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายกว่ากองทุนรวมทั่วไป และสามารถลงทุนในตราสารที่ซับซ้อนได้อย่างอิสระ (อาทิเช่น การใช้ตราสารอนุพันธ์ในการลงทุน) จึงทำให้กองทุนอ้างอิงมีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนรวมทั่วไป นอกจากนั้น การที่กองทุนอ้างอิงสามารถลงทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลายอาจส่งผลให้ผลตอบแทนของกองทุนมีความผันผวนสูง และมีความเสี่ยงสูงหากการลงทุนไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง อาทิเช่น ในช่วงที่สภาวะตลาดมีความผันผวน ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สนับสนุนต่อการลงทุน หรือเกิดเหตุการณ์ใดที่ส่งผลต่อสภาวะการลงทุน ซึ่งอาจส่งผลให้นักลงทุนสูญเสียเงินต้นเป็นจำนวนมาก และ/หรือ สูญเสียเงินต้นทั้งหมด
Actual charged, per year
Investment policy as filed with SEC Thailand.
actual = what the AMC currently charges · max = prospectus ceiling (no actual reported). Annual fees aren’t additive with one-time fees.