Asset Plus Point Hedge Fund Not for Retail Investors
ASSET PLUS FUND MANAGEMENT COMPANY LIMITED · Mixed / Balanced
↳ Invests in Wellspring GBL Fund · หมู่เกาะเคย์แมน
✨Invests primarily in the Wellspring GBL Fund, focusing on hedge fund strategies like Long/Short Equity, Systematic, and Global Macro.
กองทุนมีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ คือ กองทุน Wellspring GBL Fund (กองทุนหลัก) Class P Shares เพียงกองทุนเดียว ซึ่งจัดตั้งภายใต้กฎหมายของหมู่เกาะเคย์แมน (the Cayman Islands) และบริหารจัดการโดย Quantum GBL, LLC (Management Company) และมี Quantum GBL Asset Management, LLC เป็นผู้จัดการการลงทุน (Investment Manager) ทั้งนี้ จะมี Net Exposure ในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศดังกล่าวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน กองทุน Wellspring GBL Fund (กองทุนหลัก) Class P Shares มีนโยบายการลงทุนในกองทุน Point72 Capital International, Ltd Class A-n Shares (กองทุนอ้างอิง) ซึ่งกองทุนอ้างอิงจัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของหมู่เกาะเคย์แมน (the Cayman Islands) โดยมี Point72 Asset Management, L.P. ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership) ที่จัดตั้งขึ้นในรัฐเดลาแวร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำหน้าที่เป็นบริษัทจัดการ (Management Company) และเป็นผู้จัดการการลงทุน (Investment Manager) มีอำนาจในการตัดสินในด้านกลยุทธ์การลงทุน และการจัดสรรเงินทุน ทั้งนี้ กองทุนอ้างอิงเป็นกองทุนประเภทเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) ที่มีวัตถุประสงค์ในการสร้างผลตอบแทนจากเงินลงทุนให้เป็นที่น่าพึงพอใจภายใต้หลักการที่มุ่งลดความเสี่ยงจากการสูญเสียเงินทุนอย่างถาวร โดยมุ่งเน้นการลงทุนในกลยุทธ์ประเภท Long/Short Equity, Systematic และ Global Macro เป็นหลัก ทั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนอาจมีการใช้กลยุทธ์อื่นเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงแนวทาง การลงทุนได้ รวมถึงสามารถจัดสรรเงินทุนไปยังกองทุนย่อยต่างๆ ได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบล่วงหน้าซึ่งการจัดสรรดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเวลาผ่านไป โดยกองทุนอ้างอิงมีลักษณะการบริหารแบบเชิงรุก (Active Management) โดยใช้เลเวอเรจในระดับสูง (Significant Leverage) การทำธุรกรรมขายชอร์ต (Short-Sale Transactions) รวมถึงกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับออปชัน (Options) และการเก็งกำไรจากส่วนต่างของราคา (Arbitrage Strategies) ตลอดจนกลยุทธ์การลงทุนที่ซับซ้อนอื่นๆ เพื่อแสวงหาโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากตลาดการลงทุนทั่วโลก กองทุนจะลงทุนในกองทุนหลักด้วยสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ (USD) และกองทุนหลักลงทุนในกองทุนอ้างอิงด้วยสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ (USD) กองทุนหลักอาจกู้ยืมเงินทั้งเพื่อสภาพคล่องและเพื่อประโยชน์การจัดการลงทุนรวมกันไม่เกินร้อยละ 60 มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนหลัก แต่จะไม่ลงทุนในหน่วย Private Equity สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) และตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) รวมถึงไม่ทำธุรกรรมการขายหลักทรัพย์ที่ต้องยืมมาเพื่อการส่งมอบ (Short Sale) และการทำธุรกรรมขายโดยมีสัญญาซื้อคืน (Repo) เพื่อประโยชน์การจัดการลงทุน กองทุนอ้างอิงอาจมีการลงทุนในหน่วย Private Equity สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) การกู้ยืมเงินหรือการทำธุรกรรมขายโดยมีสัญญาซื้อคืน (Repo) เพื่อประโยชน์การจัดการลงทุน และการทำธุรกรรมการขายหลักทรัพย์ที่ต้องยืมมาเพื่อการส่งมอบ (Short Sale) ทั้งนี้ กองทุนอ้างอิงไม่ได้มีการกำหนดสัดส่วนการลงทุนสูงสุดไว้เป็นการเฉพาะ ทั้งนี้ กองทุนไทยจะไม่ลงทุนในหน่วย Private Equity และไม่ทำธุรกรรมการขายหลักทรัพย์ที่ต้องยืมมาเพื่อการส่งมอบ (Short Sale) รวมถึงการกู้ยืมเงินและการทำธุรกรรมขายโดยมีสัญญาซื้อคืน (Repo) เพื่อประโยชน์การจัดการลงทุน เว้นแต่ เป็นการกู้ยืมและการทำธุรกรรมขายโดยมีสัญญาซื้อคืน (Repo) เพื่อบริหารสภาพคล่องของกองทุนรวมตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด ในส่วนที่เหลือกองทุนจะพิจารณาลงทุนในตราสารทุน และ/หรือตราสารหนี้ และ/หรือตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน และ/หรือตราสารทางการเงิน และ/หรือเงินฝาก และ/หรือหน่วย CIS และ/หรือหน่วยลงทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์/REITs และ/หรือหน่วยลงทุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และ/หรือหน่วยลงทุนกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ และ/หรือกองทุนอีทีเอฟ (ETF) และ/หรือทรัพย์สินอื่นใดที่มีลักษณะทำนองเดียวกันโดยได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. หรือคณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนดให้กองทุนลงทุนได้ ทั้งนี้ จะมีการลงทุนที่ส่งผลให้มี Net Exposure ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน กองทุนอาจมีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management (EPM)) ทั้งเพื่อวัตถุประสงค์ในการลงทุนหรือการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) ซึ่งกองทุนจะเข้าเป็นคู่สัญญาโดยมีสินทรัพย์อ้างอิงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ได้แก่ หุ้น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนเงิน เครติด (Credit Rating และ/หรือ Credit Event) ซึ่งหากราคาสินทรัพย์อ้างอิงมีความผันผวนมากหรือทิศทางการลงทุนไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ หรือคู่สัญญาที่ทําธุรกรรมไม่สามารถชําระภาระผูกพันได้ตามกําหนดเวลา อาจทําให้กองทุนขาดทุนจากการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ทั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนอาจพิจารณาปรับเปลี่ยนการลงทุนหรือการเข้าทําธุรกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหน่วยลงทุนโดยรวม อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการกองทุนจะวิเคราะห์และติดตามปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์อ้างอิงรวมถึงพิจารณาความน่าเชื่อถือของคู่สัญญาก่อนทําธุรกรรมและติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยกองทุนจะเน้นทําธุรกรรมกับคู่สัญญาที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ กองทุนอาจทำการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) จากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนตามความเหมาะสมสำหรับสภาวะการณ์ในแต่ละขณะ นอกจากนี้ กองทุนอาจลงทุนในตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) ตราสารทุนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Unlisted Securities) และ/หรือตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (Non-Investment Grade) และ/หรือตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated) ได้ รวมถึงอาจทำธุรกรรมการให้ยืมหลักทรัพย์ (Securities Lending) หรือธุรกรรมการซื้อโดยมีสัญญาขายคืน (Reverse Repo) โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด การคำนวณสัดส่วนการลงทุนของกองทุนรวมตามการจัดแบ่งประเภทของกองทุน บริษัทจัดการอาจไม่นับช่วงระยะเวลาดังนี้รวมด้วยก็ได้ ทั้งนี้ โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ 1. ช่วงระยะเวลา 30 วันนับแต่วันที่จดทะเบียนเป็นกองทุนรวม 2. ช่วงระยะเวลา 30 วันก่อนเลิกกองทุนรวม 3.ช่วงระยะเวลาที่ต้องใช้ในการจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุนเนื่องจากได้รับคำสั่งขายคืนหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน หรือมีการโอนย้ายกองทุนจำนวนมากหรือเพื่อรอการลงทุน ทั้งนี้ ต้องไม่เกินกว่า 10 วันทำการ ในกรณีที่บริษัทจัดการเห็นว่าการลงทุนในกองทุนหลักไม่เหมาะสมอีกต่อไป เช่น กองทุนหลักมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการลงทุน หรือลักษณะสำคัญของกองทุน หรือการลงทุนไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนหลัก หรือมีไว้ซึ่งหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นใดที่ขัดต่อหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด เป็นต้น และ/หรือผลตอบแทนของกองทุนหลักไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ และ/หรือมีขนาดกองทุนลดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ และ/หรือไม่สามารถลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลักดังกล่าวได้อีกต่อไป บริษัทจัดการสงวนสิทธิที่จะนำเงินลงทุนไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศอื่นที่มีนโยบายการลงทุนใกล้เคียงกัน หรือขอสงวนสิทธิที่จะยกเลิกกองทุนเปิด แอสเซทพลัส พอยท์ เฮดจ์ฟันด์ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย โดยถือว่าได้รับมติเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้วและจะคำนึงประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ บริษัทจัดการจะประกาศให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนดำเนินการดังกล่าวผ่านเว็บไซต์บริษัทจัดการ ทั้งนี้ ระหว่างการโอนย้ายหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปยังกองทุนต่างประเทศอื่นข้างต้น บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการพิจารณาดำเนินการครั้งเดียวหรือหลายครั้งก็ได้ โดยการทยอยโอนย้ายเงินลงทุนอาจส่งผลให้ช่วงระยะเวลาดังกล่าวกองทุนอาจลงทุนหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศมากกว่า 1 กองทุน ตามที่ระบุไว้ในโครงการข้างต้น และจะยกเว้นไม่นำเรื่องอัตราส่วนการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลักโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน และการลงทุนในต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนมาบังคับใช้ระหว่างการดำเนินการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากบริษัทจัดการไม่สามารถลงทุนในกองทุนอื่นใดที่มีนโยบายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ บริษัทจัดการอาจพิจารณาดำเนินการยกเลิกโครงการจัดการกองทุนรวมได้ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิเปลี่ยนแปลงประเภทและลักษณะพิเศษของกองทุนรวมในอนาคตเป็นกองทุนรวมหน่วยลงทุน (Fund of Funds) หรือกองทุนรวมที่มีการลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินได้ หรือสามารถกลับมาเป็นกองทุนรวมฟีดเดอร์ (Feeder Fund) โดยไม่ทำให้ระดับความเสี่ยงของการลงทุน (Risk Profile) เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ให้เป็นตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน และเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุน อนึ่ง บริษัทจัดการจะดำเนินการแจ้งผู้ถือหน่วยลงทุนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนการดำเนินการเปลี่ยนแปลง โดยประกาศผ่านเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ กรณีการลงทุนของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์มีลักษณะครบถ้วนตาม 1. และ 2. บริษัทจัดการจะดำเนินการตาม 3. 1. ฐานะการลงทุนสุทธิของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์ (1) มีฐานะการลงทุนสุทธิในหน่วยของกองทุนต่างประเทศ (กองทุนปลายทาง) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี < 80% ของ NAV ของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์ หรือ (2) มีฐานะการลงทุนสุทธิในหน่วยของกองทุนต่างประเทศ (กองทุนปลายทาง) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ≥ 80% ของ NAV ของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์โดยกองทุนต่างประเทศไม่มีวัตถุประสงค์การลงทุนในทำนองเดียวกับกองทุนดัชนีหรือ ETF 2. NAV ของกองทุนปลายทาง มีการลดลงในลักษณะดังนี้ (1) NAV ณ วันใดวันหนึ่งลดลง > 2/3 ของ NAV กองทุนปลายทาง หรือ (2) ยอดรวมของ NAV ลดลงในช่วงระยะเวลา 5 วันทำการใดติดต่อกันคิดเป็นจำนวน > 2/3 ของ NAV กองทุนปลายทาง 3. รายละเอียดการดำเนินการ การดำเนินการ ระยะเวลาดำเนินการ 3.1 แจ้งเหตุที่กองทุนปลายทางมีมูลค่าทรัพย์สินลดลง พร้อมแนวทางการดำเนินการของ บลจ. ให้สำนักงานและผู้ถือหน่วย (แนวทางการดังกล่าวต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ดีที่สุดของผู้ถือหน่วยโดยรวม) ภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่มีการเปิดเผยข้อมูลของกองทุนปลายทางที่ปรากฏเหตุ 3.2 เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการตาม 3.1 ต่อผู้ลงทุนทั่วไป (ดำเนินการให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวด้วย) พร้อม 3.1 3.3 ปฏิบัติตามแนวทางการดำเนินการตาม 3.1 ภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีการเปิดเผยข้อมูลของกองทุนปลายทางที่ปรากฏเหตุ 3.4 รายงานผลการดำเนินการตาม 3.3 ให้สำนักงานทราบ ภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ดำเนินการตาม 3.3 แล้วเสร็จ สรุปรายละเอียดสาระสำคัญของ Wellspring GBL Fund (กองทุนหลัก) (แหล่งที่มาของข้อมูล : Memorandum as of December 2024) ชื่อกองทุน Wellspring GBL Fund ชนิดหน่วยลงทุน Class P Shares โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อ “ข้อกำหนดการลงทุนใน Class P (Terms of Class P Shares)” วันจัดตั้งกองทุน 14 August 2017 (วันที่ 14 สิงหาคม 2560) จดทะเบียน หมู่เกาะเคย์แมน (Cayman Islands) หน่วยงานกำกับดูแล Cayman Islands Monetary Authority (CIMA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลและจดทะเบียนกองทุนตามพระราชบัญญัติ Mutual Funds Act ของหมู่เกาะเคย์แมน บริษัทจัดการ (Management Company) Quantum GBL, LLC (“company”) ผู้จัดการการลงทุน (Investment Manager) Quantum GBL Asset Management, LLC วันทำการซื้อ/ขายหน่วยลงทุน โปรดศึกษาเพิ่มเติมในหัวข้อ “ข้อกำหนดการลงทุนใน Class P (Terms of Class P Shares)” การจ่ายเงินปันผล ไม่จ่าย โครงสร้างการลงทุน (INVESTMENT PROGRAMME) วัตถุประสงค์ในการลงทุน (Investment Objective) วัตถุประสงค์ในการลงทุนของกองทุนคือมุ่งสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกในทุกสภาวะตลาดในระยะยาวภายใต้สภาวะตลาดทุนต่างๆ ที่หลากหลายโดยนำทรัพย์สินของกองทุนไปลงทุนผ่านกองทุนอ้างอิงที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนทางเลือก รวมถึงกองทุนประเภท Hedge Funds, Private Equity Funds, Real Estate Funds และ Credit Funds กลยุทธ์ในการลงทุน (Investment Strategy) กองทุนใช้กลยุทธ์การลงทุนหลากหลายแบบร่วมกัน โดยส่วนใหญ่จะลงทุนใน Hedge Funds ที่มีผู้จัดการกองทุนหลากหลายทั่วโลกซึ่งเน้นกลยุทธ์การลงทุนทางเลือก รวมถึงกลยุทธ์ equity long/short (directional or market neutral), global macro, arbitrage and multi-strategy. ผู้จัดการการลงทุนจะลงทุนตามกระบวนการลงทุนที่มีการพัฒนาอย่างดี ซึ่งประกอบด้วย การประเมินการดำเนินงานของกองทุนอ้างอิงอย่างละเอียดและต่อเนื่อง เครื่องมือการลงทุนที่กองทุนอ้างอิงใช้ในการลงทุน ได้แก่ การถือสถานะซื้อหรือขาย (Long and Short Positions) ในตราสารทุนและเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุน ตราสารหนี้ และตราสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับตราสารหนี้ เงินสดและรายการที่เทียบเท่าเงินสด สัญญา Options ใบสำคัญแสดงสิทธิ สัญญา Futures และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ สกุลเงินต่างๆ ตราสารอนุพันธ์ที่ซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ (เช่น สัญญา Swaps) หลักทรัพย์ที่ไม่มีตลาดหลักทรัพย์ที่ซื้อขายอย่างคล่องตัวรองรับ การทำธุรกรรมขายโดยมีสัญญาซื้อคืนและธุรกรรมการซื้อโดยมีสัญญาขายคืน หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้แปลงสภาพ ตราสารหนี้ที่เกิดจากการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Asset-Backed Securities) หลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ และตราสารทางการเงินอื่นๆ (รวมเรียกว่า “ตราสารทางการเงิน”) วิธีการลงทุน (Investment Approach) ผู้จัดการการลงทุนได้พัฒนากระบวนการลงทุนที่มีการตรวจสอบกองทุนอ้างอิงที่คัดเลือกให้มีการลงทุนอยู่ในกรอบการลงทุนที่กำหนด กระบวนการลงทุนที่กล่าวถึงในที่นี้เป็นกระบวนการที่สามารถปรับเปลี่ยนได้เพื่อให้สอดคล้องกับการพิจารณาทบทวนของผู้จัดการการลงทุน การจัดสรรสินทรัพย์และกลยุทธ์การลงทุน (Asset and Strategy Allocation) ผู้จัดการการลงทุนจะกำหนดวิธีการกระจายการลงทุนในกองทุนอ้างอิงที่เฉพาะเจาะจงสำหรับหน่วยลงทุนแต่ละชนิดของกองทุน การคัดเลือกกองทุนอ้างอิง (Underlying Fund Selection) ผู้จัดการการลงทุนจะนำทรัพย์สินของกองทุนไปลงทุนในกองทุนอ้างอิงต่างๆ ที่มั่นใจว่าอยู่ในกลุ่มของ Hedge Funds ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในตลาดทั่วโลก โดยผู้จัดการการลงทุนจะพยายามกำหนดขอบเขตการลงทุนที่ประกอบด้วยกองทุนอ้างอิงที่ให้ผลตอบแทนดีและมีลักษณะที่แตกต่างอย่างหลากหลาย หลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้ในการคัดเลือกกองทุนอ้างอิงที่ลงทุนจะลงทุนประกอบด้วย: - มีฝ่ายจัดการและผู้บริหารระดับสูงที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในวงการ - มีทีมงานที่มั่นคง - มีภูมิหลังที่แข็งแกร่งและมีประสบการณ์การลงทุนมาอย่างยาวนาน - มีความได้เปรียบเชิงแข่งขันที่ชัดเจนและยั่งยืน - มีกลยุทธ์การลงทุนที่ดี สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบความเสี่ยง - มีองค์กรภายในที่แข็งแกร่ง โดยมีการบริหารการลงทุนเป็นทีม และมีโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนอย่างมั่นคง - มีประวัติการดำเนินงานในอดีตที่เหนือกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกัน - มีการประเมินความยั่งยืนของผลการดำเนินงานในอดีต และ - มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง ดัชนีชี้วัด S&P 500 Index ข้อกำหนดการลงทุนใน Class P (Terms of Class P Shares) กลยุทธ์ ใช้กลยุทธ์แบบ Diversified Multi-Strategy Platform ซึ่งรวมถึง Long/Short Discretionary Fundamental Strategies, Systematic Strategies, Global Macro Strategies และ Equity Arbitrage Strategies. คุณลักษณะของกองทุนอ้างอิง มีทีมผู้จัดการการลงทุนที่มีความมั่นคงและเชี่ยวชาญ มุ่งเน้นกลยุทธ์และโอกาสการลงทุนเฉพาะทาง โดยกองทุนอ้างอิงหลัก คือ Point72 Capital International, Ltd – Class A-n Shares วันซื้อหน่วยลงทุน วันทำการแรกของแต่ละเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 หรือวันอื่นใดตามที่คณะกรรมการจะพิจารณากำหนดตามดุลยพินิจ การชำระเงินค่าซื้อหน่วยลงทุน ผู้ถือหน่วยลงทุนควรเตรียมความพร้อมในการชำระเงินค่าจองซื้อ ซึ่งอาจถูกเรียกได้ทุกเวลา ก่อนวันครบรอบหนึ่งปีนับจากวันจองซื้อที่เกี่ยวข้อง ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) 1.0% ของ NAV ต่อปี อัตราส่วนแบ่งจากผลกำไร (Performance Fee) 0% กำหนดการขายคืนหน่วยลงทุนรายไตรมาส ผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้สูงสุดไม่เกิน 25% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ของหน่วยลงทุนที่ถืออยู่ ณ วันสิ้นไตรมาสแต่ละไตรมาส โดยต้องยื่นคำสั่งขายคืนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วันก่อนวันสิ้นไตรมาสดังกล่าว (“วันขายคืนหน่วยลงทุน”) หากมูลค่าคำสั่งขายคืนหน่วยลงทุนรวมทั้งหมดในวันดังกล่าวเกินกว่า 10% ของ NAV ของกองทุนอ้างอิง การขายคืนของผู้ถือหน่วยลงทุนแต่ละรายจะถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 10% ของ NAV ของหน่วยลงทุนที่ถืออยู่ เว้นแต่ ผู้จัดการการลงทุนจะใช้ดุลยพินิจพิจารณายกเว้นข้อจำกัดดังกล่าว กองทุนจะชำระเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุนในสัดส่วนประมาณ 90% ภายใน 45 วันนับจากวันขายคืนหน่วยลงทุน และชำระส่วนที่เหลือภายใน 75 วัน (หรือภายใน 105 วันในกรณีที่เป็นการขายคืน ณ วันสิ้นปี) ทั้งนี้ กองทุนไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจองซื้อหรือขายคืนหน่วยลงทุน การจ่ายเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุน กองทุนจะชำระเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนลงทุนภายใน 45 วันนับจากวันทำการขายคืนหน่วยลงทุน โดยจะมีการกันเงินไว้ไม่เกิน 10% ของจำนวนเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุน ซึ่งส่วนที่กันไว้นี้จะไม่มีดอกเบี้ย และจะจ่ายคืนโดยเร็วที่สุดเท่าที่สามารถดำเนินการได้ แต่ไม่เกิน 75 วัน (หรือ 105 วันในกรณีที่เป็นการขายคืนหน่วยลงทุนวันสิ้นปี) นับจากวันทำการขายคืนหน่วยลงทุน จำนวนหน่วยลงทุนขั้นต่ำที่ต้องถือไว้ กองทุนมีข้อกำหนดการถือครองขั้นต่ำที่มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) จำนวน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือจำนวนที่น้อยกว่านี้ตามที่คณะกรรมการจะพิจารณา) และอาจกำหนดให้มีการไถ่ถอนหน่วยลงทุนโดยบังคับ ทั้งนี้ กองทุนไม่มีเจตนาในการนำข้อกำหนดดังกล่าวมาใช้บังคับจริง มูลค่าหน่วยลงทุนรายเดือน (Monthly NAV Report) กองทุนมีการลงทุนในกองทุนอ้างอิง คือ Point72 (“กองทุนอ้างอิง”) โดยกองทุนอ้างอิงจะจัดทำรายงานมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วย (NAV) เป็นรายเดือน ซึ่งจะเผยแพร่โดยประมาณในวันที่ 25 ของเดือนถัดไปในแต่ละเดือน แม้ว่าข้อความอื่นใดในหนังสือชี้ชวนนี้อาจระบุไว้ต่างออกไป กองทุนจะใช้ความพยายามอย่างเหมาะสมในการจัดทำ หรือจัดให้มีการจัดทำรายงานรายเดือน (ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบบัญชี) ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนลงทุนประเภท Class P โดยเร็วที่สุดภายหลังได้รับรายงาน NAV รายเดือนของกองทุนอ้างอิง และไม่เกินภายใน 37 วันนับจากวันสิ้นเดือน สรุปรายละเอียดสาระสำคัญของ Point72 Capital International, Ltd. (กองทุนอ้างอิง) (แหล่งที่มาของข้อมูล : CONFIDENTIAL OFFERING MEMORANDUM March 2023) ชื่อกองทุน Point72 Capital International, Ltd. ชนิดหน่วยลงทุน Class A-n Shares วันที่จดทะเบียน November 6, 1995 จดทะเบียน หมู่เกาะเคย์แมน (Cayman Islands) หน่วยงานกำกับดูแล Cayman Islands Monetary Authority (CIMA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลและจดทะเบียนกองทุนตามพระราชบัญญัติ Mutual Funds Act ของหมู่เกาะเคย์แมน โครงสร้างของกองทุน (Fund Structure) Point72 Capital International, Ltd. (“กองทุน”) เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นในหมู่เกาะเคย์แมน โดยกองทุนมีการลงทุนในสินทรัพย์ทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมผ่านกองทุนย่อยต่างๆ ซึ่งเป็นกองทุนส่วนบุคคล (Private Investment Funds) ที่ใช้แยกการลงทุนออกเป็นพอร์ตต่างๆ (“กองทุนย่อย”) ทั้งนี้ กองทุนได้มอบหมายให้ Point72 Asset Management, L.P. ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายรัฐเดลาแวร์ (“ผู้จัดการการลงทุน”) และอยู่ภายใต้การบริหารของ Mr. Steven A. Cohen (“Mr. Cohen”) เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารจัดการสินทรัพย์ของกองทุน โดยสินทรัพย์และการลงทุนของกองทุนย่อยอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของผู้จัดการการลงทุนและ/หรือผู้จัดการการลงทุนที่เกี่ยวข้องกันตามข้อตกลงการจัดการลงทุนช่วง ผู้จัดการการลงทุน (Investment Manager) Point72 Asset Management, L.P. การจัดการ (Management) คณะกรรมการของกองทุนได้มอบหมายให้ Point72 Asset Management, L.P. ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดที่อยู่ภายใต้การบริหารของ Mr. Steven A. Cohen รับผิดชอบในการบริหารจัดการสินทรัพย์ของกองทุน วัตถุประสงค์ (Investment Objective) กองทุนมีวัตถุประสงค์ในการสร้างผลตอบแทนจากเงินลงทุนที่น่าพึงพอใจ โดยดำเนินการภายใต้หลักการที่มุ่งลดความเสี่ยงของการสูญเสียเงินทุนอย่างถาวร ทั้งนี้ ไม่สามารถรับประกันได้ว่ากองทุนจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้ กองทุนมีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นการลงทุนในกลยุทธ์ประเภท Long/Short Equity, Systematic และ Global Macro เป็นหลัก และจะพิจารณาใช้กลยุทธ์การลงทุนอื่นๆ ตามโอกาสที่เหมาะสม ผู้จัดการกองทุนสงวนสิทธิในการใช้กลยุทธ์การลงทุนอื่นๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ในเอกสารนี้ โดยกองทุนมีลักษณะการบริหารแบบเชิงรุก (Active Management) โดยใช้เลเวอเรจในระดับสูง (Significant Leverage), การทำธุรกรรมขายชอร์ต (Short-Sale Transactions) รวมถึงกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับออปชัน (Options) และการเก็งกำไรจากส่วนต่างของราคา (Arbitrage Strategies) หลากหลายรูปแบบ ผู้จัดการกองทุนมีสิทธิในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงวิธีการและกลยุทธ์การลงทุนได้ตามดุลยพินิจของตนแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบหรือได้รับความเห็นชอบล่วงหน้า ทั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนสามารถจัดสรรเงินทุนของกองทุนไปยังกลยุทธ์การลงทุนใดๆ หรือกองทุนย่อย (Subsidiary Fund) ใดๆ ได้ รวมถึงกองทุนย่อยอื่นๆ ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่อาจจัดตั้งขึ้นในอนาคตได้ตามที่เห็นสมควร และสามารถเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการจัดสรรดังกล่าวได้ทุกเมื่อโดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนทราบ การจัดสรรเงินทุนดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงในระดับที่มีนัยสำคัญเมื่อเวลาผ่านไป โดยกองทุนอาจปรับสัดส่วนการลงทุนในกองทุนย่อยต่างๆ ได้ตามดุลยพินิจ เช่น การเพิ่มเงินลงทุนในกองทุนย่อยที่ต้องการให้มีสัดส่วนสูงขึ้น หรือถอนเงินลงทุนจากกองทุนย่อยที่ต้องการให้มีสัดส่วนน้อยลง ทั้งนี้ สัดส่วนการจัดสรรเงินทุนของกองทุนไปยังกองทุนย่อยอาจแตกต่างจากกองทุนอื่นที่บริหารโดยผู้จัดการกองทุนเดียวกันหรือบริษัทในเครือ ที่ลงทุนในกองทุนย่อยเดียวกัน โดยผู้จัดการกองทุนอาจพิจารณาปัจจัยหลายประการในการตัดสินใจจัดสรรเงินทุนดังกล่าว เช่น เหตุผลด้านภาษี ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ หรือข้อจำกัดด้านสิทธิการลงทุนขั้นต่ำของกองทุนย่อยบางแห่ง หรือของพอร์ตการลงทุนเฉพาะภายในกองทุนย่อยนั้น ผู้จัดการกองทุนมีนโยบายในการสรรหาผู้จัดการการลงทุนรายอื่นรวมถึงสรรหากลยุทธ์การลงทุนเพิ่มเติมที่เห็นว่าเหมาะสม ซึ่งอาจมีการจัดสรรเงินลงทุนของกองทุนโดยสัดส่วนเป็นไปตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ดังนั้น กองทุนจึงอาจลงทุนโดยตรงหรือโดยอ้อมในหลักทรัพย์และ/หรือตราสารในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และอาจใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างจากที่ระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้ กองทุนได้ลงทุนทั้งหมดหรือบางส่วนของเงินลงทุนของกองทุน (หรืออาจนำเงินลงทุนทั้งหมดหรือบางส่วนของกองทุนย่อยกลับมาลงทุนใหม่) กับผู้จัดการการลงทุนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับกองทุน (“Unaffiliated Manager”) หรือในนิติบุคคลเพื่อการลงทุนที่บริหารโดยบุคคลดังกล่าว (“Unaffiliated Investment Entity) ซึ่งปัจจุบันมีการลงทุนทั้งโดยตรงและโดยอ้อมกับบุคคลและนิติบุคคลดังกล่าวหลายราย กองทุนย่อยแต่ละกองทุนที่เข้าไปลงทุนจะต้องมีเงื่อนไขการลงทุน (Commercial Terms) ที่ไม่ด้อยไปกว่าเงื่อนไขการลงทุนของกองทุน รวมถึงสิทธิในการระงับการไถ่ถอนหน่วยลงทุน และข้อกำหนดเกี่ยวกับการยกเว้นความรับผิดและการชดเชยความเสียหาย โดยทั่วไป กองทุนย่อยแต่ละที่จะจัดสรรกำไรและขาดทุนให้กับผู้ถือผลประโยชน์ (รวมถึงกองทุน) ตามสัดส่วนของเงินลงทุนที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ดี ผู้จัดการกองทุนอาจกำหนดให้กองทุนย่อยที่ไปลงทุนทำการจัดสรรกำไรและขาดทุนในลักษณะที่แตกต่างออกไปเป็นครั้งคราว กองทุนไม่มีข้อจำกัดในด้านประเภทของกลยุทธ์การลงทุนที่อาจเลือกใช้ หรือในด้านตลาด หลักทรัพย์ หรือเครื่องมือทางการเงินที่สามารถเข้าลงทุนได้ ทั้งนี้ การลงทุนของกองทุนและกองทุนย่อยอาจครอบคลุม แต่ไม่จำกัดเฉพาะรายการต่อไปนี้ : - ตราสารทุน ได้แก่ หุ้นที่จดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียน หุ้นที่ซื้อขายในตลาดหรือเสนอขายเป็นการเฉพาะ หุ้นของบริษัทในประเทศและต่างประเทศ ใบแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ (Depository Receipts) และหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred) - ตราสารหนี้ที่มีหรือไม่มีหลักประกัน (Secured and Unsecured Debt) เช่น ตราสารหนี้ที่ซื้อขายในตลาดหรือเสนอขายเป็นการเฉพาะ ตราสารหนี้ภาคเอกชนและภาครัฐ ตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน (Mortgage-Backed Securities) สินเชื่อจากธนาคาร (Bank Loans) เงินให้กู้ยืมที่กองทุนหรือกองทุนย่อยเป็นผู้ปล่อยกู้ (Loans Originated by the Fund or a Subsidiary Fund) สิทธิเรียกร้องจากผู้ขาย (Vendor Claims) และสิทธิเรียกร้องทางกฎหมายและหรือสัญญา (Legal and/or Contractual Claims) - สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) - สัญญาฟอร์เวิร์ด (Forward Contracts) - ออปชัน (Options) - หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Bonds) และหุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) - ตราสารอนุพันธ์ (Derivative Instruments) รวมถึงตราสารที่ซื้อขายในตลาดและนอกตลาด (Listed and Over-the-Counter) สัญญาแลกเปลี่ยน (Swaps) และตราสารอนุพันธ์อื่นที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุนหรือตราสารหนี้ - สัญญาส่วนต่าง (Contracts for Differences) - สกุลเงิน (Currencies) - สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ทั้งนี้ กองทุนย่อยอาจดำเนินกลยุทธ์การลงทุนเฉพาะหนึ่งกลยุทธ์หรือหลายกลยุทธ์ร่วมกันก็ได้ และกลยุทธ์ดังกล่าวอาจมีการปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาได้ตามความเหมาะสมเมื่อเวลาผ่านไป คำอธิบายเกี่ยวกับกลยุทธ์การลงทุนเฉพาะที่ระบุไว้ในเอกสารนี้ ไม่ถือเป็นข้อจำกัดใดๆ ต่อการลงทุนของกองทุนแต่อย่างใด กองทุนอาจดำเนินกลยุทธ์การลงทุนอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้ หากผู้จัดการการลงทุนเห็นว่ากลยุทธ์ดังกล่าวสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การลงทุนโดยรวมของกองทุน หรือกองทุนอาจยุติการลงทุน หรือลดการลงทุนในกลยุทธ์ที่ระบุไว้ก็ได้ กระบวนการลงทุนของกองทุนมีลักษณะเก็งกำไรและมีความเสี่ยงในระดับสูง ไม่อาจรับประกันได้ว่ากองทุนจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการลงทุนได้ และผลการดำเนินงานของกองทุนอาจมีความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในรายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี ทั้งนี้ แนวทางการลงทุนบางประเภทของกองทุน อาจเพิ่มความเสี่ยงหรือผลกระทบทางลบต่อพอร์ตการลงทุนของกองทุนได้ในบางสถานการณ์ การซื้อหน่วยลงทุน วันทำการแรกของแต่ละเดือน (First Business Day of Each Calendar Month) เว้นแต่ จะมีการกำหนดหรือแจ้งเปลี่ยนแปลงโดยคณะกรรมการบริหารกองทุน ผู้ลงทุนจะต้องยื่นคำสั่งซื้อล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 5 วันทำการก่อนวันทำการซื้อหน่วยลงทุนดังกล่าว ทั้งนี้ คำสั่งซื้อหน่วยลงทุนที่ยื่นหลังจากกำหนดเวลาอาจถูกเลื่อนการดำเนินการไปยังรอบถัดไปตามดุลยพินิจของกองทุน การขายคืนหน่วยลงทุน (Redemption Date) เป็นรายไตรมาส โดยต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 45 วันก่อนวันขายคืนหน่วยลงทุนที่ประสงค์จะดำเนินการ การขายคืนรายไตรมาส ผู้ถือหน่วยลงทุนลงทุนสามารถยื่นคำขอขายคืนหน่วยลงทุนได้ตามหลักเกณฑ์ต่อไปนี้ • ณ วันสุดท้ายของไตรมาสใดๆ ในจำนวนไม่เกิน 25% ของจำนวนหน่วยลงทุนที่ถืออยู่ หรือ • ขายคืนหน่วยลงทุนทั้งหมด จะต้องยื่นคำสั่งขายคืนหน่วยลงทุนครั้งเดียวเพื่อขายคืนหน่วยลงทุน 4 ไตรมาส โดยมีรายละเอียดการดำเนินการขายคืน ดังนี้: - ประมาณ 25% ของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมดที่ผู้ถือหน่วยลงทุนประสงค์จะขายคืนจะถูกดำเนินการขายคืน ณ วันสุดท้ายของไตรมาสที่ได้รับคำขออย่างถูกต้อง - ประมาณ 33% ของจำนวนที่เหลือจะถูกขายคืน ณ วันสุดท้ายของไตรมาสถัดไป - ประมาณ 50% ของจำนวนที่เหลือจะถูกขายคืน ณ วันสุดท้ายของไตรมาสถัดจากนั้น และ - จำนวนที่เหลือทั้งหมดจะถูกขายคืน ณ วันสุดท้ายของไตรมาสที่สามถัดมา หมายเหตุ : สามารถดูตัวอย่างวิธีการขายคืนหน่วยลงทุนทั้งหมดแบบรายไตรมาสได้ในส่วนท้ายของตาราง • ผู้จัดการการลงทุนจะเป็นผู้ประมาณจำนวนหน่วยลงทุนที่ขายคืนในแต่ละไตรมาสตามดุลยพินิจ ณ วันขายคืนหน่วยลงทุน ทั้งนี้ ผู้ถือหน่วยลงทุนไม่สามารถขายคืนเกิน 25% ของจำนวนหน่วยลงทุนที่ถืออยู่ ณ วันขายคืนหน่วยลงทุน เว้นแต่เป็นการขายคืนทั้งหมดโดยแบ่งเป็น 4 งวดตามที่ระบุไว้ข้างต้น • การขายคืนหน่วยลงทุน ณ วันสิ้นไตรมาสตามที่กล่าวมาแล้ว ผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถร้องขอให้การขายคืนซึ่งกำหนดไว้ ณ วันสิ้นปีบัญชี (เช่น 31 ธันวาคม) ถูกเปลี่ยนเป็นวันแรกของปีบัญชีถัดไป (เช่น 1 มกราคม) ได้ โดยไม่ว่าการขายคืนจะเกิดขึ้น ณ วันสิ้นปีบัญชี หรือวันแรกของปีบัญชีถัดไปราคาขายคืน (Redemption Price) จะเหมือนกัน คือยึดตามมูลค่าสุทธิของหน่วยลงทุน ณ วันสิ้นปีบัญชีก่อนหน้า และต้องแจ้งความประสงค์ในการขายคืนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 45 วันก่อนวันที่ 31 ธันวาคม ข้อกำหนดในการยื่นคำขอขายคืนหน่วยลงทุนล่วงหน้า (Prior Notice Requirement) ผู้ถือหน่วยลงทุนต้องยื่นคำขอขายคืนหน่วยลงทุนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 45 วันก่อนวันขายคืนหน่วยลงทุนที่ประสงค์จะดำเนินการ หากผู้ถือหน่วยลงทุนประสงค์จะขายคืนหน่วยลงทุนประเภท Class A หรือ Class F ทั้งจำนวน สามารถดำเนินการขายคืนภายในระยะเวลา 4 ไตรมาสติดต่อกันได้โดยการยื่นคำขอขายคืนครั้งเดียวไม่น้อยกว่า 45 วันก่อนวันขายคืนรอบแรก ทั้งนี้ คำขอขายคืนหน่วยลงทุนต้องจัดส่งผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้ดูแลระบบของกองทุน (Administrator) และสามารถเพิกถอนหรือแก้ไขได้จนถึงวันครบกำหนดการแจ้งดังกล่าว หลังจากพ้นกำหนดเวลา คำขอขายคืนจะไม่สามารถเพิกถอนหรือแก้ไขได้ เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากผู้จัดการการลงทุนโดยปรึกษาร่วมกับคณะกรรมการบริหารกองทุน ข้อจำกัดการขายคืนหน่วยลงทุนรวม (Ten-Percent Gate) และค่าธรรมเนียมในกรณีพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2023 เป็นต้นไป โดยไม่คำนึงถึงข้อกำหนดอื่นใดที่ระบุไว้ในที่นี้ หากกองทุนได้รับคำสั่งขายคืนหน่วยลงทุนรวมในระดับกองทุนรวมทั้งหมด (Firm-Wide Redemption Requests) ส่งผลให้ยอดขายคืนและ/หรือการถอนเงินลงทุนรวมจากกองทุน Point72 (คือ กองทุน Point72 ที่เสนอขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ) ณ วันขายคืนหน่วยลงทุนใดๆ เกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (Firm-Wide Redemption Threshold) กองทุนจะจำกัดสิทธิของผู้ถือหน่วยลงทุนแต่ละรายในการขายคืนหน่วยลงทุนไว้ไม่เกิน 10% ของจำนวนหน่วยลงทุนที่ถืออยู่ในวันนั้น (เรียกว่า “Ten-Percent Gate”) อย่างไรก็ดี ผู้จัดการการลงทุนอาจใช้ดุลยพินิจแต่เพียงผู้เดียวในการยกเว้นข้อจำกัด Ten-Percent Gate ทั้งหมดหรือบางส่วนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนทุกรายที่ประสงค์จะขายคืนหน่วยลงทุนในวันดังกล่าว และอาจอนุญาตให้ขายคืนหน่วยลงทุนเกิน 10% ของจำนวนที่ถืออยู่ ณ วันขายคืนนั้น (เรียกว่า “หน่วยลงทุนส่วนเกิน” หรือ “Excess Shares”) ทั้งนี้ การขายคืนหน่วยลงทุนส่วนเกินยังคงต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดระดับรายบุคคลไม่เกิน 25% ของจำนวนหน่วยลงทุนที่ถืออยู่ ในกรณีที่ผู้จัดการใช้ดุลยพินิจในการยกเว้นข้อจำกัด Ten-Percent Gate สำหรับวันขายคืนหน่วยลงทุนใดๆ ผู้จัดการการลงทุนอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขายคืนหน่วยลงทุน ซึ่งจะชำระให้กับกองทุนในอัตรา 5% ของมูลค่าสุทธิของหน่วยลงทุนส่วนเกิน (Excess Shares) ที่ดำเนินการขายคืน ณ วันขายคืนนั้น โดยคำนวณจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของหน่วยลงทุนในวันดังกล่าว (Redemption Charge) ทั้งนี้ ผู้จัดการการลงทุนจะแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทุกรายทราบล่วงหน้าก่อนที่จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขายคืนดังกล่าว และจะเปิดโอกาสให้ผู้ถือหน่วยลงทุนที่มีหน่วยลงทุนส่วนเกินสามารถเลือกดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง (1) ลดจำนวนหน่วยลงทุนที่ประสงค์จะขายคืนลงเหลือไม่เกิน 10% ของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมดที่ถืออยู่ (เรียกว่า “Reduction Election”) เพื่อไม่ให้ต้องชำระค่าธรรมเนียม Redemption Charge หรือ (2) ดำเนินการขายคืนตามจำนวนที่แจ้งไว้เดิมโดยยินยอมให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียม Redemption Charge สำหรับหน่วยลงทุนส่วนเกิน ผู้ถือหน่วยลงทุนที่ได้รับผลกระทบจะต้องแจ้งความประสงค์ในการเลือกแนวทางที่ต้องการต่อกองทุนเป็นลายลักษณ์อักษร ภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 วันทำการนับจากวันที่ได้รับแจ้งจากผู้จัดการการลงทุนเกี่ยวกับความประสงค์ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขายคืน หรือภายในระยะเวลาที่ระบุไว้ในหนังสือแจ้งของกองทุน แล้วแต่กรณี หากผู้ถือหน่วยลงทุนลงทุนไม่แจ้งความประสงค์ภายในระยะเวลาดังกล่าว กองทุนจะถือว่าผู้ถือหน่วยลงทุนเลือกที่จะลดจำนวนหน่วยลงทุนที่ขอขายคืนให้เหลือไม่เกิน 10% ของจำนวนหน่วยลงทุนที่ถืออยู่ ทั้งนี้ หากในที่สุดไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขายคืนหน่วยลงทุน การแจ้งความประสงค์ในการลดจำนวนหน่วยลงทุนดังกล่าว (Reduction Election) จะถือว่าไม่มีผล และกองทุนจะดำเนินการขายคืนตามจำนวนที่ระบุไว้ในคำขอขายคืนเดิมของผู้ถือหน่วยลงทุนลงทุน หน่วยลงทุนส่วนเกิน (Excess Shares) ที่ยังไม่ได้รับการขายคืน ไม่ว่าจะเป็นผลจากข้อจำกัด 10% (Ten-Percent Gate) หรือจากการที่ผู้ถือหน่วยลงทุนได้แจ้งความประสงค์ลดจำนวนหน่วยลงทุนที่ขอขายคืน (Reduction Election) จะยังคงอยู่ภายใต้กองทุน และจะต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนจนกว่าจะมีการขายคืนจากกองทุน ชำระเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุน (Redemption Proceeds) กองทุนจะชำระเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 90% ของราคาขายคืนหน่วยลงทุนภายใน 30 วันนับจากวันที่ขายคืน สำหรับยอดเงินส่วนที่เหลือกองทุนจะชำระให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขดังนี้ • หากวันทำรายการขายคืนหน่วยลงทุน ไม่ตรงกับวันสิ้นปีบัญชี กองทุนจะชำระส่วนที่เหลือภายใน 60 วันนับจากวันที่ขายคืน • หากวันทำรายการขายคืนหน่วยลงทุน ตรงกับวันสิ้นปีบัญชี กองทุนจะชำระส่วนที่เหลือหลังจากการสอบบัญชีประจำปีเสร็จสิ้น (หากมี) หรือไม่เกิน 90 วันนับจากวันทำรายการขายคืนหน่วยลงทุน แล้วแต่อย่างใดจะเกิดขึ้นก่อน ทั้งนี้ ผู้จัดการการลงทุนสามารถพิจารณาให้กองทุนชำระเงินขายคืนทั้งหมดหรือบางส่วน เร็วกว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ข้างต้นได้ตามความเหมาะสม ค่าธรรมเนียมที่ปรึกษาการลงทุน (Advisory Fee) อัตรา 2.85% ต่อปี โดยเรียกเก็บเป็นรายเดือนล่วงหน้า (charged monthly in advance) หรือคิดเป็นอัตรา 0.2375% ต่อเดือน (หรือเท่ากับ 1 ใน 12 ของอัตรา 2.85% ต่อปี) โดยคำนวณจากมูลค่าสุทธิสินทรัพย์ (Net Asset Value) ของแต่ละชนิดและแต่ละซีรีส์ของหน่วยลงทุน ณ วันทำการแรกของแต่ละเดือน ทั้งนี้ การคำนวณค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะดำเนินการก่อนการรวมรายการค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแต่ยังไม่เรียกเก็บ อย่างค่าใช้จ่ายที่จัดสรรต่อมายังกองทุน (Pass-Through Expenses) เช่น โบนัส และค่าธรรมเนียมจูงใจ (Incentive Fees) แต่จะดำเนินการหลังจากมีการปรับรายการรับเงินลงทุน การไถ่ถอน หรือการจ่ายเงินปันผล (ถ้ามี) ที่มีผลในวันดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ค่าใช้จ่ายที่จัดสรรต่อมายังกองทุน (Pass-Through Expenses) กองทุนจะรับภาระค่าใช้จ่ายตามสัดส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการแก่กองทุนและกองทุนของบริษัทย่อย โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้เรียกว่า “ค่าใช้จ่ายที่จัดสรรต่อมายังกองทุน (Pass-Through Expenses)” ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายของทีมที่บริหารพอร์ตการลงทุนที่กองทุนเข้าลงทุน เช่น ค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและการบริหารบุคลากร ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไม่มีการกำหนดวงเงินสูงสุด และอาจมีจำนวนมากไม่ว่าผลการดำเนินงานของกองทุนจะเป็นอย่างไร โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจผันแปรตามผลการดำเนินงานของกองทุนและปัจจัยอื่น ทั้งนี้ โดยทั่วไป ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มักเพิ่มขึ้นหากผลการดำเนินงานของกองทุนดีขึ้น ค่าตอบแทนตามผลการดำเนินงาน (Incentive Fee) ค่าตอบแทนตามผลการดำเนินงานของแต่ละชนิดและแต่ละซีรีส์ของหน่วยลงทุนในแต่ละปีบัญชี จะเท่ากับอัตราค่าตอบแทนตามผลการดำเนินงาน คูณกับกำไรสุทธิที่จัดสรรให้แก่หน่วยลงทุนดังกล่าวในรอบปีบัญชี โดยคำนวณหลังหักค่าธรรมเนียมการให้คำแนะนำการลงทุน (Advisory Fee) และค่าใช้จ่ายที่จัดสรรต่อมายังกองทุน (Pass-Through Expenses) โดยใช้อัตราแบบขั้นบันได (Sliding Rate) ระหว่าง 10% ถึง 30% ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนในลักษณะแบบเส้นตรง (Linear Manner) โดยพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนสุทธิรายปี (Annualized Net Rate of Return) ที่จัดสรรให้แก่หน่วยลงทุนแต่ละชนิดและแต่ละซีรีส์ของหน่วยลงทุนในช่วง 0% ถึง 20% ทั้งนี้ อัตราดังกล่าวอยู่ภายใต้เงื่อนไขการชดเชยผลขาดทุนสะสม (Loss carryforward) ผู้ถือหน่วยลงทุนจะมีภาระค่าตอบแทนตามผลการดำเนินงานดังกล่าว ซึ่งจะจ่ายให้แก่ผู้จัดการการลงทุน หรือบุคคลอื่นใดที่ผู้จัดการการลงทุนแต่งตั้ง โดยจะมีการคำนวณค่าตอบแทนนี้แยกต่างหากสำหรับหน่วยลงทุนแต่ละชนิดและแต่ละซีรีส์ของหน่วยลงทุน และจะเรียกเก็บ ณ สิ้นปีบัญชีของแต่ละปี หรือเมื่อมีการขายคืนหน่วยลงทุน ค่าใช้จ่ายอื่นๆ (Other Expenses) กองทุนจะรับภาระค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกองทุนด้วย ตัวอย่างสมมติ : การขายคืนหน่วยลงทุนทั้งหมดแบบรายไตรมาส ของกองทุนอ้างอิง สมมติผู้ถือหน่วยลงทุนมีจำนวน 120 หน่วย มูลค่ารวม 1,200 USD (NAV=10 USD/หน่วย) และยื่นคำสั่งขายคืนหน่วยลงทุนทั้งหมดในคราวเดียว โดยกองทุนอ้างอิงจะดำเนินการขายคืนหน่วยลงทุนเป็น 4 ไตรมาส ดังนี้ วันทำรายการขายคืน สัดส่วนการขายคืน แต่ละไตรมาส จำนวนหน่วยลงทุน ทำรายการขายคืน* จำนวนหน่วยคงเหลือ (หน่วย) มูลค่าขายคืน (USD) วันที่ 31 มี.ค. (ส่งคำสั่งขายคืนทั้งหมดที่ลงทุน) 25% ของ 120 หน่วย (120×25%) 30 90 300 วันที่ 30 มิ.ย. (ไตรมาสถัดไป) 33% ของ 90 หน่วยที่เหลือ (90×33%) 30 60 300 วันที่ 30 ก.ย. (ไตรมาสถัดไป) 50% ของ 60 หน่วยที่เหลือ (60×50%) 30 30 300 วันที่ 31 ธ.ค. (ไตรมาสถัดไป) 100% ของ 30 หน่วยที่เหลือ (30×100%) 30 0 300 รวม 120.00 1,200 - ตัวอย่างนี้จัดทำขึ้นเพื่อแสดงขั้นตอนการขายคืนหน่วยลงทุนทั้งหมดแบบรายไตรมาสตามสัดส่วนที่กำหนด โดยสมมติให้ราคาหน่วยลงทุน (NAV) คงที่ที่ 10 USD - *ตัวเลขจำนวนหน่วยลงทุนที่ขายคืนในแต่ละงวดมีการปัดเศษเป็นจำนวนเต็มเพื่อความสะดวกในการแสดงตัวอย่าง ในกรณีที่กองทุนหลักและ/หรือกองทุนอ้างอิงมีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวข้างต้น บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการปรับปรุงข้อมูลของกองทุนหลักและ/หรือกองทุนอ้างอิง รวมถึงแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อมูลของกองทุนไทยให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวของกองทุนหลักและ/หรือกองทุนอ้างอิง ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ถือว่าได้รับมติจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว และจะแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการและ/หรือช่องทางอื่นที่เหมาะสม ทั้งนี้ สรุปข้อมูลสำคัญ ค่าธรรมเนียม รวมถึงรายละเอียดต่างๆ ข้างต้นของกองทุนหลักและกองทุนอ้างอิงได้ถูกคัดเลือกมาเฉพาะส่วนที่สำคัญและแปลมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ ดังนั้น ในกรณีที่มีความแตกต่างหรือไม่สอดคล้องกับต้นฉบับภาษาอังกฤษ ให้ถือเอาต้นฉบับภาษาอังกฤษของกองทุนหลักเป็นเกณฑ์ ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียดการลงทุนก่อนการตัดสินใจลงทุน สถานการณ์เชิงลบอย่างมากที่สุดที่เกิดขึ้น (Worst Case Scenario ) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนในกองทุนอ้างอิงที่กองทุนหลักนำเงินไปลงทุน เนื่องจากกองทุนอ้างอิงเป็นกองทุนประเภทเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) ที่มีการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท สามารถใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายกว่ากองทุนรวมทั่วไป และสามารถลงทุนในตราสารที่ซับซ้อนและเลเวอเรจสูง (Leverage) จึงทำให้กองทุนอ้างอิงมีความเสี่ยงสูงกว่ากองทุนรวมทั่วไป นอกจากนั้น การที่กองทุนอ้างอิงสามารถลงทุนผ่านเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลายอาจส่งผลให้ผลตอบแทนของกองทุนมีความผันผวนสูง และมีความเสี่ยงสูงหากการลงทุนไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง อาทิเช่น ในช่วงที่สภาวะตลาดมีความผันผวน ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สนับสนุนต่อการลงทุน หรือเกิดเหตุการณ์ใดที่ส่งผลต่อสภาวะการลงทุน ซึ่งอาจส่งผลให้นักลงทุนสูญเสียเงินต้นเป็นจำนวนมาก และ/หรือ สูญเสียเงินต้นทั้งหมด
Investment policy as filed with SEC Thailand.
actual = what the AMC currently charges · max = prospectus ceiling (no actual reported). Annual fees aren’t additive with one-time fees.