KKP PRIVATE EQUITY FUND NOT FOR RETAIL INVESTORS
KIATNAKIN PHATRA ASSET MANAGEMENT COMPANY LIMITED · Alternative Assets · settlement T+2
↳ Invests in KKR Private Markets Equity Fund SICAV SA - I · ลักเซมเบิร์ก
✨Invests primarily in the KKR Private Markets Equity Fund, focusing on global private equity and alternative assets, with some allocation to equities and fixed income.
1. กองทุนเป็นกองทุนรวมหน่วยลงทุนประเภท Feeder Fund ที่เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมหลักในต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว คือ KKR Private Markets Equity Fund SICAV SA - I (“กองทุนหลัก”) โดยวัตถุประสงค์การลงทุนของกองทุนหลักคือการลงทุนในรูปแบบ Feeder Fund โดยลงทุนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดในกองทุน KKR Private Markets Equity Fund (Master) FCP ซึ่งจัดตั้งเป็นกองทุนรวมในประเทศลักเซมเบิร์ก ภายใต้กฎหมาย Part II ปี 2010 ทั้งนี้ กองทุนหลักมุ่งหมายที่จะสร้างการเติบโตของเงินลงทุนในระยะกลางถึงยาวผ่านการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด (private markets) ทั่วโลก โดยกองทุน KKR Private Markets Equity Fund (Master) FCP จะลงทุนผ่านบริษัทย่อย (subsidiary) คือ K-PRIME Aggregator L.P. ซึ่งจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ Ontario (Ontario limited partnership) กล่าวคือ การลงทุนของกองทุน KKR Private Markets Equity Fund (Master) FCP จะเป็นการลงทุนทางอ้อมผ่าน K-PRIME Aggregator L.P. ทั้งนี้ กองทุน KKR Private Markets Equity Fund (Master) FCP จะเน้นลงทุนในตราสารทุนนอกตลาด (private equity) ในปัจจุบันและอนาคตที่พัฒนาและบริหารจัดการโดยกลุ่ม KKR รวมถึงกลยุทธ์อื่นที่พัฒนาและบริหารจัดการโดยกลุ่ม KKR ทั้งนี้ กองทุนจะลงทุนในกองทุนหลักโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม โดยกองทุนมีนโยบายการลงทุนซึ่งส่งผลให้มี net exposure ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน 2. สำหรับเงินลงทุนส่วนที่เหลือ กองทุนอาจพิจารณาลงทุนในตราสารทุน ตราสารหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน หน่วยลงทุนของกองทุนรวมและ/หรือกองทุน ETF และ/หรือกองทุน CIS และ/หรือกองทุน Property และ/หรือ กองทุน Infra และ/หรือกองทุน Private equity และ/หรือเงินฝาก ตลอดจนหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. หรือประกาศสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนดหรือให้ความเห็นชอบทั้งในและ/หรือต่างประเทศ 3. กองทุนอาจลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอื่น หรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง1) หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (infra) ซึ่งอยู่ภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการ ในสัดส่วนโดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่เกินร้อยละ 20 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ทั้งนี้ กรณีที่กองทุนปลายทางเป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง1) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (infra) ลงทุนสูงสุดได้ไม่เกิน 1 ใน 3 ของจำนวนหน่วยลงทุนของกองทุนปลายทาง ทั้งนี้ กองทุนรวมอื่นนั้นมีการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนรวมใด ๆ ที่อยู่ภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการต่อไปได้อีกไม่เกิน 1 ทอด โดยกองทุนรวมที่มีผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นกองทุนรวมอื่นที่อยู่ภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการ ต้องไม่ลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนรวมดังต่อไปนี้ (1) กองทุนรวมอื่นที่เป็นผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนรวมดังกล่าว (2) กองทุนรวมที่เป็นผู้ถือหน่วยของกองทุนรวมอื่นตาม (1) ในกรณีที่มีการลงทุนในกองทุนรวมอื่นภายใต้ บลจ. เดียวกัน (Cross Investing Fund) มิให้กองทุนรวมต้นทางลงมติให้กองทุนรวมปลายทาง ทั้งนี้ การลงทุนในหน่วยลงทุนดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบนโยบายการลงทุนของกองทุนซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด หรือกฎหมายอื่นใดที่เกี่ยวข้อง หรือประกาศอื่นใดที่เกี่ยวข้อง และ/หรือที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในอนาคต 4. กองทุนอาจลงทุนหรือมีไว้ซึ่งสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อลดความเสี่ยง (Hedging) ได้ไม่เกินมูลค่าความเสี่ยงที่มีอยู่ โดยอาจมี underlying เป็นตราสารทุน หน่วยลงทุนของกองทุน ดัชนีที่มีองค์ประกอบเป็นตราสารทุน อัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอาจมีต้นทุนและมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เช่น ความเสี่ยงจากการที่คู่สัญญาผิดนัดชำระหนี้ หรือไม่สามารถส่งมอบ (delivery failure) หรือไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้ ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องในการซื้อขายหรือไม่สามารถปิดสถานะได้ (close out position) เป็นต้น โดยบริษัทจัดการจะกำหนดกลยุทธ์ในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตลอดจนจัดให้มีระบบที่เหมาะสมในการบริหารความเสี่ยงของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เช่น บริษัทจัดการจะวิเคราะห์และติดตามสถานะหรืออันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทที่เป็นคู่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอย่างระมัดระวังและสม่ำเสมอ และหากมีการปรับตัวในทางลบอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทจัดการจะพิจารณาปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่คู่สัญญาไม่สามารถทำตามข้อสัญญาตามที่ตกลงกันไว้ ทั้งนี้ ในกรณีที่กองทุนจะมีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ที่อาจมีสินค้า ตัวแปร หรือหลักทรัพย์อ้างอิงกับดัชนี บริษัทจัดการจะเปิดเผยเหตุในการเปลี่ยนแปลงการคำนวณดัชนี การยกเลิกการคำนวณดัชนี ตลอดจนแนวทางการดำเนินการของกองทุนรวมในกรณีปรากฏเหตุดังกล่าว ก่อนการทำธุรกรรม 5. กองทุนจะไม่ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Unhedged) สำหรับเงินลงทุนในกองทุนหลักในต่างประเทศ ดังนั้น กองทุนจึงมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอยู่ ซึ่งอาจทำให้ผลการดำเนินงานของกองทุนนี้แตกต่างจากผลการดำเนินงานของกองทุนหลักอันเนื่องมาจากความผันผวนด้านอัตราแลกเปลี่ยนและ/หรืออาจทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและ/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ทั้งนี้ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะพิจารณาป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สำหรับจำนวนเงินที่กองทุนจะได้รับ เช่น เงินที่จะได้รับจากการที่กองทุนส่งคำสั่งขายคืนหน่วยลงทุนของกองทุนหลักเนื่องจากมีผู้ถือหน่วยสั่งขายคืนหน่วยลงทุนของกองทุนและ/หรือเงินที่จะได้รับในกรณีที่กองทุนหลักมีการจ่ายผลตอบแทน (distribution) (ถ้ามี) ให้กับกองทุน เป็นต้น 6. กองทุนนี้จะไม่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการลงทุน (Efficient portfolio management) และตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) ณ ขณะจัดตั้งกองทุนนี้ กองทุนหลักอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อลดความเสี่ยงหรือเพื่อการลงทุน และกองทุนหลักอาจลงทุนในตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง โดยอาจลงทุนในตราสารที่มีหนี้เป็นหลักประกัน (collateralized debt obligations) ตราสารที่มีเงินกู้เป็นหลักประกัน (collateralized loan obligations) ตราสารที่มีสินทรัพย์เป็นหลักประกัน (asset-backed securities) และตราสารที่มีสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน (mortgage-backed securities) ซึ่งกองทุนหลักคาดว่าการลงทุนดังกล่าวจะไม่เกินร้อยละ 15 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนหลัก อย่างไรก็ดี อาจมีการลงทุนเกินอัตราส่วนดังกล่าวได้ ทั้งนี้ กองทุนหลักกำหนดอัตราส่วนในการขยายฐานเงินลงทุน (leverage) ไว้ไม่เกินร้อยละ 500 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนหลักโดยใช้วิธีการคำนวณแบบ gross method และไม่เกินร้อยละ 400 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนหลักโดยใช้วิธีการคำนวณแบบ commitment method โดยกองทุนหลักอาจขยายเพิ่มอัตราส่วนดังกล่าวได้ 7. กองทุนอาจทำธุรกรรมการซื้อโดยมีสัญญาขายคืน (Reverse Repo) หรือ ธุรกรรมการให้ยืมหลักทรัพย์ (Security Lending) โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ หรือตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. 8. กองทุนอาจทำธุรกรรมการกู้ยืมเงิน หรือธุรกรรมการขายโดยมีสัญญาซื้อคืน (Repo) เพื่อการจัดการลงทุนของกองทุนรวมไม่เกินร้อยละ 50 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม และกองทุนอาจลงทุนในหน่วย private equity ได้ไม่จำกัดอัตราส่วน โดยเป็นไปตามที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. และ/หรือประกาศที่เกี่ยวข้องประกาศกำหนด และ/หรือที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม ทั้งนี้ กองทุนจะไม่ทำธุรกรรมการขายหลักทรัพย์ที่ต้องยืมหลักทรัพย์มาเพื่อการส่งมอบ (Short Selling) ณ ขณะจัดตั้งกองทุนนี้ กองทุนหลักอาจทำธุรกรรมการกู้ยืมเงิน โดยกองทุนหลักจะไม่กู้ยืม ทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่จะส่งผลให้อัตราการขยายฐานเงินลงทุน (Leverage Ratio) มากกว่าร้อยละ 30 ทั้งนี้ กองทุนหลักไม่ได้มุ่งหมายที่จะทำธุรกรรมการขายโดยมีสัญญาซื้อคืน (Repo) จะไม่ทำธุรกรรมการขายหลักทรัพย์ที่ต้องยืมหลักทรัพย์มาเพื่อการส่งมอบ (Short Selling) และสำหรับการลงทุนในหน่วย private equity กองทุนหลักไม่มีการจำกัดอัตราส่วนสำหรับการลงทุนดังกล่าว 9. สรุปข้อมูลกองทุน KKR Private Markets Equity Fund SICAV SA - I (แหล่งที่มาของข้อมูล: Prospectus และ Key Information Document ของ KKR Private Markets Equity Fund SICAV SA - I ณ วันที่ 31 มีนาคม 2567 และ ณ วันที่ 3 มีนาคม 2566 ตามลำดับ) กองทุนหลัก KKR Private Markets Equity Fund SICAV SA - I ชนิดหน่วยลงทุน (1) หน่วยลงทุนชนิด R* ในกรณีที่เป็นการลงทุนในกองทุนหลักภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 และ/หรือวันสุดท้ายที่กองทุนหลักเปิดเสนอขายหน่วยลงทุนชนิด R (2) หน่วยลงทุนที่กองทุนหลักจัดให้มีเพื่อทดแทนหน่วยลงทุนชนิด R ข้างต้น ในกรณีที่เป็นการลงทุนในกองทุนหลักภายหลังวันที่ตามข้อ (1) *หมายเหตุ: กองทุนหลักเสนอขายหน่วยลงทุนชนิด R ในช่วงเวลาที่กองทุนหลักกำหนด คือ ในช่วง 18 เดือนหลังจากที่กองทุนหลักเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก หลังจากนั้นกองทุนหลักจะไม่เปิดให้ซื้อหน่วยลงทุนชนิด R เว้นแต่จะเป็นไปตามดุลพินิจของคณะกรรมการของกองทุนหลัก สกุลเงิน ดอลลาร์สหรัฐ (USD) ผู้จัดการกองทุน (AIFM) KKR Alternative Investment Management Unlimited Company Investment Manager AIFM มอบหมายหน้าที่การบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนให้แก่ผู้จัดการกองทุน (Investment Manager) คือ Kohlberg Kravis Roberts & Co. L.P. Sub-Investment Manager KKR Credit Advisors (US) LLC KKR Credit Advisors (Ireland) Unlimited Company วันเริ่มต้นเสนอขายหน่วยลงทุน (Initial Subscription Date) 1 พฤษภาคม 2566 (May 1, 2023) ประเทศที่จดทะเบียนจัดตั้ง ลักเซมเบิร์ก (Luxembourg) หน่วยงานกำกับดูแล The Commission de Surveillance du Secteur Financier นายทะเบียนและผู้รับฝากทรัพย์สิน (Administrator and Depositary) The Bank of New-York SA/NV Luxembourg Branch อายุโครงการ ไม่กำหนด การจ่ายเงินปันผล ไม่จ่าย ดัชนีชี้วัด (Benchmark) ไม่กำหนดดัชนีชี้วัด วัตถุประสงค์การลงทุน (Investment Objective) วัตถุประสงค์การลงทุนของกองทุนหลักคือการลงทุนในรูปแบบ Feeder Fund โดยลงทุนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดในกองทุน KKR Private Markets Equity Fund (Master) FCP ซึ่งจัดตั้งเป็นกองทุนรวมในประเทศลักเซมเบิร์กภายใต้กฎหมาย Part II ปี 2010 ทั้งนี้ กองทุนหลักมุ่งหมายที่จะสร้างการเติบโตของเงินลงทุนในระยะกลางถึงยาวผ่านการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด (private markets) ทั่วโลก โดยกองทุน KKR Private Markets Equity Fund (Master) FCP จะลงทุนผ่านบริษัทย่อย (subsidiary) คือ K-PRIME Aggregator L.P. ซึ่งจัดตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ Ontario (Ontario limited partnership) กล่าวคือ การลงทุนของกองทุน KKR Private Markets Equity Fund (Master) FCP จะเป็นการลงทุนทางอ้อมผ่าน K-PRIME Aggregator L.P. ทั้งนี้ กองทุน KKR Private Markets Equity Fund (Master) FCP จะเน้นลงทุนในตราสารทุนนอกตลาด (private equity) ในปัจจุบันและอนาคตที่พัฒนาและบริหารจัดการโดยกลุ่ม KKR รวมถึงกลยุทธ์อื่นที่พัฒนาและบริหารจัดการโดยกลุ่ม KKR ทั้งนี้ การลงทุนประกอบด้วยการลงทุนในบริษัทหรือสินทรัพย์นอกตลาดอื่นทั้งทางตรงหรือผ่านตัวกลาง การลงทุนในตลาดรอง (secondary market) ในบริษัทหรือสินทรัพย์นอกตลาดอื่นที่มีอยู่แล้วในกองทุนที่บริหารจัดการโดย KKR หรือผู้จัดการกองทุนอื่น และ/หรือการลงทุนในลักษณะที่มีการกำหนดจำนวนเงินที่จะถูกเรียกเก็บเพื่อการลงทุน (capital commitments) ของกองทุน (commingled, blind pool funds) ที่บริหารจัดการโดย KKR หรือผู้จัดการกองทุนอื่น กองทุน KKR Private Markets Equity Fund (Master) FCP อาจลงทุนในตราสารหนี้ เช่น หุ้นบุริมสิทธิ์และ/หรือstructured equity, opportunistic credit, ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน (mezzanine debt) และตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง (high performing debt strategies) ทั้งนี้ กองทุน KKR Private Markets Equity Fund (Master) FCP จะลงทุนไม่เกินร้อยละ 25 ของเงินลงทุน ในตราสารหนี้ในตลาด (public debt) และตราสารหนี้นอกตลาด (private debt) เงินสด หลักทรัพย์ใกล้เคียงเงินสด ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง เงินกู้ร่วม (syndicated loans) ในสหรัฐฯ และยุโรป และตราสารหนี้ความเสี่ยงสูง (high-yield debt) อย่างไรก็ตาม การลงทุนในตราสาร securitized products เช่น ตราสารที่มีหนี้เป็นหลักประกัน (collateralized debt obligations) ตราสารที่มีเงินกู้เป็นหลักประกัน (collateralized loan obligations) ตราสารที่มีสินทรัพย์เป็นหลักประกัน (asset-backed securities) และตราสารที่มีสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน (mortgage-backed securities) อาจมีสัดส่วนเกินร้อยละ 10 ของทรัพย์สินสุทธิ เป็นการชั่วคราว กองทุนหลักอาจทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงเพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการลงทุน และกองทุนหลักอาจมีการขยายฐานเงินลงทุน (leverage) ก่อหนี้ (indebtedness) และให้การสนับสนุนด้านเครดิตอื่น ๆ เพื่อวัตถุประสงค์ใด ๆ ซึ่งรวมถึงการใส่เงินลงทุนเพื่อเป็นเงินทุน (capital) ที่จำเป็นทั้งหมดหรือบางส่วนสำหรับกิจการที่ไปลงทุน โดยผลตอบแทนของกองทุนหลักขึ้นอยู่กับผลตอบแทนของกองทุน KKR Private Markets Equity Fund (Master) FCP ในระยะยาว กล่าวคือ ผลกำไรหรือขาดทุนขึ้นอยู่กับผลกำไรหรือขาดทุนของกองทุน KKR Private Markets Equity Fund (Master) FCP ซึ่งมีผลโดยตรงต่อผลตอบแทนของกองทุนหลัก ทั้งนี้ กองทุนหลักและกองทุน KKR Private Markets Equity Fund (Master) FCP มีการบริการจัดการเชิงรุกและไม่ได้ลงทุนโดยอ้างอิงกับดัชนีชี้วัด การจัดประเภท SFDR: กองทุนหลักได้รับการจัดประเภทเป็นกองทุน Article 6 ตาม Regulation (EU) 2019/2088 of the European Parliament and of the Council on sustainability-related disclosures in the financial services sector (SFDR) โดยกองทุนหลักมีการผสมผสานปัจจัยความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (sustainability risk) เข้าไปในการตัดสินใจด้านการลงทุน แต่ไม่ได้พิจารณาผลกระทบเชิงลบของการตัดสินใจด้านการลงทุนต่อปัจจัยด้านความยั่งยืน การขยายฐานเงินลงทุน (Leverage) กองทุนหลักอาจขยายฐานเงินลงทุน เป็นหนี้สิน และให้เครดิตสนับสนุนเพื่อวัตถุประสงค์อื่นใด รวมถึงเพื่อระดมทุนทั้งหมดหรือบางส่วนสำหรับเงินลงทุนที่จำเป็นสำหรับการลงทุน ทั้งนี้ กองทุนหลักจะไม่เป็นหนี้สินทั้งทางตรงและทางอ้อมที่จะส่งผลให้อัตราการขยายฐานเงินลงทุน (Leverage Ratio) มากกว่าร้อยละ 30 (Leverage Limit) ทั้งนี้ ในกรณีที่การขยายฐานเงินลงทุนเกิน Leverage Limit ซึ่งเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่การก่อหนี้เพิ่มเติม (รวมถึงการใช้สิทธิที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน) ไม่จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขใด ๆ การบริหารสภาพคล่องของกองทุน (Liquidity Sleeve) ผู้จัดการกองทุน (Investment Manager) มอบหมายหน้าที่การบริหารจัดการสภาพคล่องของกองทุนหลัก รวมถึงการลงทุนในตราสารหนี้ของกองทุนหลักให้แก่ KKR Credit Advisor (US) LLC และ KKR Credit Advisors (Ireland) Unlimited Company (เรียกรวมกันว่า KKR Credit Advisors) ซึ่งเป็น Sub-Investment Manager) ของกองทุนหลัก ทั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักของการบริหารสภาพคล่องของกองทุนหลักคือการลงทุนในตราสารหนี้ เงินสด ตราสารใกล้เคียงเงินสดที่คาดการณ์ว่าจะมีสภาพคล่องและอาจสร้างกระแสเงินสด สนับสนุนการนำเงินลงทุนไปลงทุน และเป็นแหล่งที่มาของสภาพคล่อง รายละเอียดการเสนอขายและการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนของกองทุนหลัก การซื้อหน่วยลงทุน (Subscriptions) การซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนหลักจะเปิดรับ ณ วันแรกของแต่ละเดือน และหน่วยลงทุนจะมีมูลค่าเท่ากับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยลงทุนของแต่ละชนิดหน่วยลงทุน ณ วันสุดท้ายของเดือนก่อนหน้า โดยกองทุนหลักต้องได้รับคำสั่งซื้อหน่วยลงทุนก่อนเวลา 17.00 น. ตามเวลา Central European Time อย่างน้อย 4 วันทำการก่อนวันแรกของเดือน (ยกเว้นได้รับการผ่อนผันจากกองทุนหลัก) โดยปกติแล้วหน่วยลงทุนจะได้รับการจัดสรร (issued) ณ วันที่มีการซื้อหน่วยลงทุนของแต่ละชนิดหน่วยลงทุน ทั้งนี้ วันทำการหมายถึงวันที่ธนาคารใน ลักเซมเบิร์ก ลอนดอน นิวยอร์ก และปารีสเปิดทำการ ราคาซื้อหน่วยลงทุนของแต่ละชนิดหน่วยลงทุนที่เกี่ยวข้องกับวันเปิดซื้อหน่วยลงทุน (“ Subscription Day” ) เท่ากับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของชนิดหน่วยลงทุนดังกล่าว ณ วันสุดท้ายของเดือนก่อนหน้า การขายหน่วยลงทุน (Redemptions) การขายคืนหน่วยลงทุนคาดว่าจะเปิดให้ขายคืนหน่วยลงทุนเป็นรายไตรมาส ที่มูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยของแต่ละชนิดหน่วยลงทุน ณ วันสุดท้ายของไตรมาสดังกล่าว (“ Redemption Day ”) โดยทั่วไปแล้วการขายคืนหน่วยลงทุนที่ได้รับอนุญาตจะถูกจำกัดให้ไม่เกินร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมต่อไตรมาส (วัดจากค่าเฉลี่ยของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมดังกล่าว ณ สิ้นเดือนของ 3 เดือนย้อนหลัง) (“ Quarter Redemption Limit ”) โดยพิจารณารวมถึง K-PRIME Aggregator L.P. และเครื่องมือการลงทุนอื่น (Parallel Entities) (โดยไม่นับซ้ำ) ในกรณีที่หน่วยลงทุนที่จะขายคืน ณ Redemption Day ไม่ได้รับการยอมรับจากกองทุนหลักทั้งหมดเนื่องจากติด Quarter Redemption Limit คาดว่าผู้จัดการกองทุน (Investment Manager) จะจัดให้มี Exceptional Liquidity Program เพื่อให้สภาพคล่องเพิ่มเติมแก่ผู้ถือหน่วยที่ต้องการขายคืนหน่วยลงทุนในส่วนที่ไม่ได้รับการยอมรับจากกองทุนหลักทั้งหมดหรือบางส่วน โดยการจับคู่ระหว่างเงินที่ได้รับจากการซื้อหน่วยลงทุน ณ Subscription Day ดังกล่าวหลังจากวัน Redemption Day ที่มีการใช้ Quarter Redemption Limit อย่างไรก็ตาม หน่วยลงทุนดังกล่าวจะมีค่าธรรมเนียมร้อยละ 10 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิซึ่งคำนวณ ณ Exceptional Liquidity Program Redemption Day (“ Liquidity Penalty ”) ผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนหลักอาจส่งคำสั่งขายคืนหน่วยลงทุนทั้งหมดหรือบางส่วนให้แก่กองทุนหลัก โดย Administration Agent ต้องได้รับคำสั่งขายคืนหน่วยลงทุนอย่างน้อย 10 วันก่อน Redemption Day ทั้งนี้ การชำระค่าขายคืนหน่วยลงทุนโดยปกติคาดว่าจะอยู่ในช่วง 45 วันหลังจาก Redemption Day ดังกล่าว คำสั่งขายคืนหน่วยลงทุนจะโดนหักร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยที่ขายคืนในกรณีที่ Redemption Day อยู่ภายในระยะเวลา 2 ปีของวันที่ผู้ถือหน่วยซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนหลัก (“ Early Redemption Deduction ”) นอกจากนี้ ผู้จัดการกองทุนหลัก (Investment Manager) อาจปฏิเสธคำสั่งขายคืนหน่วยลงทุนทั้งหมดหรือบางส่วน หากเกิดเหตุการณ์ที่ผู้จัดการกองทุน (Investment Manager) และ/หรือคณะกรรมการกองทุนหลักระงับการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนหลัก ซึ่งส่งผลให้มีการระงับการซื้อ ขายคืน และการแปลงหน่วยลงทุนของกองทุนหลัก ตามที่ระบุในหนังสือชี้ชวนของกองทุนหลัก เช่น ในกรณีที่ตลาดหลักทรัพย์ที่กองทุนหลักซื้อขายการลงทุนปิดทำการหรือไม่สามารถซื้อขายได้ (นอกเหนือจากการปิดทำการตามปกติ) หรือในช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินอันเนื่องมาจากการไม่สามารถจำหน่ายเงินลงทุนได้ หรือมีเหตุขัดข้องของเครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารในการพิจารณาราคาของเงินลงทุนของกองทุนหลัก หรือราคาในตลาดหลักทรัพย์ หรือมีเหตุใด ๆ ที่ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบราคาของเงินลงทุนของกองทุนหลักได้อย่างถูกต้องเหมาะสมและทันเวลา หรือในช่วงเวลาที่คณะกรรมการของกองทุนหลักเห็นว่าการจ่ายเงินที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายการลงทุนของกองทุนหลักไม่สามารถทำได้ที่อัตราแลกเปลี่ยนตามปกติ หรือในภายหลังการพิจารณาเลิกกองทุนหลัก หรือในกรณีที่มีการจำกัดการเคลื่อนย้ายเงินที่ส่งผลให้กองทุนหลักไม่สามารถทำธุรกรรมได้ที่อัตราแลกเปลี่ยนตามปกติ หรือในช่วงเวลาที่มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนใด ๆ ที่กองทุนหลักลงทุนไม่สามารถคำนวณราคาที่สะท้อนมูลค่าตลาดที่เป็นธรรมได้ในวันที่คำนวณมูลค่า (Valuation Day) ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของกองทุนหลัก ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ชนิดหน่วยลงทุน R: ร้อยละ 1 ต่อปี ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิชนิดหน่วยลงทุน ทั้งนี้ หลังจากระยะเวลา 60 เดือนหลังจากการเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรกของกองทุนหลัก อัตราค่าธรรมเนียมการจัดการ จะปรับเป็นไม่เกินร้อยละ 1.25 ต่อปีของทรัพย์สินสุทธิ ชนิดหน่วยลงทุนที่กองทุนหลักจัดให้มีเพื่อทดแทนหน่วยลงทุนชนิด R ข้างต้น: ร้อยละ 1.25 ต่อปี ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิชนิดหน่วยลงทุน ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ (Other Fees): ตามที่จ่ายจริง ค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่มของผลการดำเนินงาน (Performance Participation Allocation): ร้อยละ 15 ของผลตอบแทนรวม (Total Return) คำนวณโดยพิจารณาผลตอบแทนขั้นต่ำที่กำหนดไว้ (Hurdle Amount) ที่ร้อยละ 5 ต่อปี และระดับ NAV สูงสุดที่ผ่านมา (High Water Mark) และมี Catch-Up ร้อยละ 100 ทั้งนี้ Performance Participation Allocation จะถูกคำนวณและจัดสรรหรือชำระเงินเป็นรายปีและตั้งเป็นรายการค้างจ่าย (accrue) เป็นรายเดือน (พิจารณา pro-rate สำหรับช่วงเวลาที่ไม่เต็มปี) โดย General Partner ของ K-PRIME Aggregator L.P. จะได้รับการจัดสรร Performance Participation Allocation ในจำนวนเงิน ดังนี้ ส่วนแรก: ในกรณีที่ผลตอบแทนรวมในช่วงเวลาที่คำนวณ มากกว่า ผลรวมของ Hurdle Amount สำหรับช่วงเวลานั้น และยอดผลขาดทุนสะสมยกมา (Loss Carry forward Amount) (ผลตอบแทนรวม ในส่วนที่มากกว่า Hurdle Amount และ Loss Carry forward Amount ดังกล่าวเรียกว่า “Excess Profits”): ร้อยละ 100 ของ Excess Profits จนกระทั่งจำนวนที่จัดสรรในส่วนนี้เท่ากับร้อยละ 15 ของผลรวมของ (1) Hurdle Amount สำหรับช่วงเวลาดังกล่าว และ (2) จำนวนเงินใด ๆ ที่จัดสรรตามส่วนนี้ (Catch-Up), และ ส่วนที่สอง: ในกรณีที่มี Excess Profits เหลืออยู่หลังจากการจัดสรรในส่วนแรก: ร้อยละ 15 ของ Excess Profits ที่เหลืออยู่ ทั้งนี้ รายละเอียดตามที่เปิดเผยในหนังสือชี้ชวนของกองทุนหลัก หมายเหตุ: ในกรณีที่บริษัทจัดการได้รับค่าตอบแทนจากกองทุนหลักและ/หรือบริษัทจัดการของกองทุนหลัก (rebate) บริษัทจัดการจะนำค่าตอบแทนดังกล่าวกลับเข้ากองทุนนี้ หรือดำเนินการอื่นตามที่สำนักงาน ก.ล.ต.และหรือหน่วยงานที่มีอำนาจอื่นกำหนดและหรืออนุญาต/เห็นชอบ/ผ่อนผัน และหรือที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้บริษัทจัดการดำเนินการได้ ทั้งนี้ผู้ถือหน่วยลงทุนทั้งปวงได้เห็นชอบให้บริษัทจัดการดำเนินการที่เกี่ยวข้องตามดุลพินิจของบริษัทจัดการ รายละเอียดของกองทุนหลัก แปลมาจากหนังสือชี้ชวน (Prospectus) ของกองทุนหลัก ดังนั้น ในกรณีที่มีความแตกต่างหรือไม่สอดคล้องกับต้นฉบับภาษาอังกฤษ ให้ถือตามต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นเกณฑ์ ท่านสามารถดูข้อมูลของกองทุนหลักเพิ่มเติมได้ที่ https://media.kkpfg.com/document/2024/Jul/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81.pdf 10. ในกรณีที่กองทุนหลักมีการแก้ไขเพิ่มเติมโครงการจัดการหรือมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลข้างต้น ซึ่งบริษัทจัดการเห็นว่าไม่มีนัยสำคัญ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะปรับปรุง/เปลี่ยนแปลงข้อมูลให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของกองทุนหลักโดยถือว่าได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว ทั้งนี้ บริษัทจะแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ 11. ในกรณีที่ชนิดของหน่วยลงทุน (Class) หรือกองทุนหลักที่กองทุนลงทุนนั้นไม่เหมาะสมอีกต่อไป โดยอาจสืบเนื่องจากการที่ชนิดของหน่วยลงทุน (Class) หรือกองทุนหลักที่กองทุนลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดจนอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เช่น เงื่อนไขการลงทุน นโยบายการลงทุน อัตราค่าธรรมเนียม เป็นต้น และ/หรือได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น ภาวะตลาดและเศรษฐกิจมีความผันผวน เกิดภัยพิบัติหรือเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติต่าง ๆ เป็นต้น และ/หรือในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่กระทบต่อการลงทุน เช่น การเปลี่ยนแปลงในเรื่องกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนต่างประเทศ หรือในกรณีที่กองทุนไม่สามารถเข้าลงทุนในกองทุนหลักได้ หรือในกรณีที่บริษัทจัดการเห็นว่าการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลักไม่เหมาะสมอีกต่อไป เช่น กรณีที่ผลตอบแทนของกองทุนหลักต่ำกว่าผลตอบแทนของกองทุนอื่น ๆ ที่มีนโยบายการลงทุนใกล้เคียงกันอย่างมีนัยสำคัญหรือติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรือผลตอบแทนของกองทุนหลักต่ำกว่าตัวชี้วัด (Benchmark) (ถ้ามี) อย่างมีนัยสำคัญ หรือการลงทุนของกองทุนหลัก ไม่เป็นไปตามหนังสือชี้ชวนหรือโครงการ หรือทำให้กองทุนนี้ไม่สามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.ได้ หรือเมื่อกองทุนหลักกระทำความผิดร้ายแรงตามความเห็นของหน่วยงานที่กำกับดูแลกองทุนต่างประเทศหรือมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่อาจส่งผลต่อการดำเนินการของกองทุนในฐานะผู้ลงทุน หรือมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารของกองทุนหลัก และ/หรือในกรณีที่กองทุนหลักได้เลิกโครงการ และ/หรือในกรณีอื่นใดที่ทำให้ไม่สามารถลงทุนในชนิดของหน่วยลงทุน (Class) หรือกองทุนหลักต่อไปได้ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิ โดยตามดุลยพินิจของบริษัทจัดการที่จะพิจารณาเปลี่ยนแปลงชนิดของหน่วยลงทุน (Class) และ/หรือกองทุนหลัก และ/หรือการเปลี่ยนแปลงสกุลเงินลงทุนเป็นสกุลเงินอื่นใด และ/หรือ ดำเนินการเลิกกองทุน โดยถือว่าได้รับมติเห็นชอบจากจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะไม่ขัดกับวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนของกองทุน และคำนึงถึงและรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ และในกรณีที่บริษัทจัดการอยู่ระหว่างการดำเนินการเปลี่ยนกองทุนหลักข้างต้น อาจส่งผลให้กองทุนมีการลงทุนหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศในขณะนั้นมากกว่า 1 กองทุน 12. กรณีที่กองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์มีการลงทุนในกองทุนปลายทางไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนปลายทาง และการลงทุนของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์มีลักษณะครบถ้วนตาม ข้อ 12.1 และ ข้อ 12.2 บริษัทจัดการจะดำเนินการตาม ข้อ 12.3 12.1 ฐานะการลงทุนสุทธิของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์ (1) มีฐานะการลงทุนสุทธิในหน่วยของกองทุนต่างประเทศ (กองทุนปลายทาง) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี < 80% ของ NAV ของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์ หรือ (2) มีฐานะการลงทุนสุทธิในหน่วยของกองทุนต่างประเทศ (กองทุนปลายทาง) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ≥ 80% ของ NAV ของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์โดยกองทุนต่างประเทศไม่มีวัตถุประสงค์การลงทุนในทำนองเดียวกับกองทุนดัชนีหรือ ETF 12.2 NAV ของกองทุนปลายทาง มีการลดลงในลักษณะดังนี้ (1) NAV ณ วันใดวันหนึ่งลดลง > 2/3 ของ NAV กองทุนปลายทาง หรือ (2) ยอดรวมของ NAV ลดลงในช่วงระยะเวลา 5 วันทำการใดติดต่อกันคิดเป็นจำนวน > 2/3 ของ NAV กองทุนปลายทาง 12.3 รายละเอียดการดำเนินการ การดำเนินการ ระยะเวลาดำเนินการ 12.3.1 แจ้งเหตุที่กองทุนปลายทางมีมูลค่าทรัพย์สินลดลง พร้อมแนวทางการดำเนินการของ บริษัทจัดการ ให้สำนักงานและผู้ถือหน่วย (แนวทางการดังกล่าวต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ดีที่สุดของผู้ถือหน่วยโดยรวม) ภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่มี การเปิดเผยข้อมูลของกองทุนปลายทางที่ปรากฏเหตุ 12.3.2 เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการตาม 12.3.1 ต่อผู้ลงทุนทั่วไป (ดำเนินการให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวด้วย) พร้อม 12.3.1 12.3.3 ปฏิบัติตามแนวทางการดำเนินการตาม 12.3.1 ภายใน 60 วันนับแต่วันที่มี การเปิดเผยข้อมูลของกองทุนปลายทางที่ปรากฏเหตุ 12.3.4 รายงานผลการดำเนินการตาม 12.3.3 ให้สำนักงานทราบ ภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ดำเนินการตาม 12.3.3 แล้วเสร็จ 13. ในการคำนวณสัดส่วนการลงทุนตามนโยบายการลงทุนตามข้อ 1. ข้างต้น และอัตราส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างประเทศอาจไม่นับช่วงระยะเวลาดังนี้ (1) ช่วงระยะเวลา 30 วันนับแต่วันที่จดทะเบียนเป็นกองทุนรวม (2) ช่วงระยะเวลา 30 วันก่อนเลิกกองทุนรวม (3) ช่วงระยะเวลาที่ต้องใช้ในการจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุนเนื่องจากได้รับคำสั่งขายคืน หรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน หรือมีการโอนย้ายกองทุนจำนวนมาก หรือเพื่อรอการลงทุน ทั้งนี้ ต้องไม่เกินกว่า 10 วันทำการ 14. บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิเปลี่ยนแปลงประเภทกองทุนและลักษณะพิเศษของกองทุนรวมในอนาคตให้เป็น Fund of Funds หรือเป็นกองทุนรวมที่มีการลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์ และทรัพย์สินทั้งในประเทศและ/หรือต่างประเทศ หรือเป็น Feeder Fund ได้ โดยไม่ทำให้ระดับความเสี่ยงของการลงทุน (risk profile) เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ให้เป็นตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน โดยขึ้นกับสถานการณ์ตลาด และเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุนโดยรวม อนึ่ง บริษัทจัดการจะดำเนินการแจ้งผู้ถือหน่วยลงทุนล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 30 วัน ผ่านเว็บไซต์ของบริษัทจัดการหรือช่องทางอื่นใดที่บริษัทจัดการกำหนดก่อนดำเนินการเปลี่ยนแปลงการลงทุนดังกล่าว 15. บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะนำเงินลงทุนบางส่วนหรือทั้งหมดลงทุนในประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของกองทุนโดยรวม เช่น ในกรณีที่มีความผิดปกติของตลาด หรือในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงของภาวะตลาดหรือการคาดการณ์ภาวะตลาดทำให้การลงทุนในต่างประเทศขาดความเหมาะสมในทางปฏิบัติ หรือกรณีอื่นใดที่เกิดจากสาเหตุที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย หรือประกาศที่เกี่ยวข้อง หรือเกิดภาวะสงคราม เป็นต้น จึงอาจมีบางขณะที่กองทุนไม่สามารถลงทุนให้เป็นไปตามอัตราส่วนการลงทุนที่กำหนดได้ และบริษัทจัดการจะรายงานการไม่สามารถลงทุนตามสัดส่วนการลงทุนต่อสำนักงาน ก.ล.ต. 16. กรณีเกิดสภาวการณ์ที่ไม่ปกติและ/หรือเกิดเหตุการณ์ที่เชื่อได้ว่าจะมีผลกระทบต่อกองทุนและ/หรือมูลค่าหลักทรัพย์ที่กองทุนลงทุน เช่น ตลาดมีความผิดปกติ มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจหรือการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ มีการขายคืนหน่วยลงทุนจำนวนมาก เป็นต้น และ/หรือเกิดเหตุการณ์ที่บริษัทจัดการประเมินว่าปัจจัยต่าง ๆ มีโอกาสที่จะไม่เป็นไปตามที่บริษัทจัดการคาดการณ์ไว้ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการปรับกลยุทธ์การลงทุนที่แตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ เพื่อความเหมาะสมในทางปฏิบัติในภาวะนั้น ๆ ภายใต้กรอบนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของกองทุนโดยรวมและถือว่าได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว 17. ในกรณีที่สำนักงาน ก.ล.ต.ได้มีการประกาศ กำหนด เปลี่ยนแปลงและ/หรือแก้ไขหลักเกณฑ์ที่ส่งผลให้นโยบายการลงทุนของกองทุนนี้สามารถเสนอขายแก่ผู้ลงทุนทั่วไปและ/หรือผู้ลงทุนประเภทอื่น ๆ ได้ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลง/แก้ไขลักษณะโครงการและรายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นกองทุนรวมที่เสนอขายผู้ลงทุนดังกล่าวได้ในอนาคต โดยถือว่าได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว
Investment policy as filed with SEC Thailand.
actual = what the AMC currently charges · max = prospectus ceiling (no actual reported). Annual fees aren’t additive with one-time fees.