KKP PRIVATE REIT FUND NOT FOR RETAIL INVESTORS
KIATNAKIN PHATRA ASSET MANAGEMENT COMPANY LIMITED · Alternative Assets · settlement T+5
↳ Invests in Blackstone Real Estate Income Trust iCapital Offshore Access Fund SPC · หมู่เกาะเคย์แมน
✨Invests in non-voting shares of the Blackstone Real Estate Income Trust through a feeder fund structure, focusing on commercial real estate assets.
1. กองทุนเป็นกองทุนรวมหน่วยลงทุนประเภท Feeder Fund ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นที่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง (non-voting participating shares) (“หน่วยลงทุน”) ใน Segregated Portfolio ของกองทุน Blackstone Real Estate Income Trust iCapital Offshore Access Fund SPC (กองทุนหลัก) บริหารจัดการโดย iCapital Advisors, LLc. (“Investment Manager”) เพียงกองทุนเดียว โดยกองทุนหลักมีนโยบายที่จะลงทุนในกองทุน Blackstone Real Estate Income Trust, Inc. (“Underlying REIT”) ซึ่งจัดตั้งในประเทศสหรัฐฯ และบริหารจัดการโดย BX REIT Advisors L.L.C โดยมีวัตถุประสงค์การลงทุนในทรัพย์สินที่จะทำให้ Underlying REIT สามารถ (1) สร้างกระแสรายได้ในระดับที่น่าสนใจในรูปแบบผลตอบแทนจากเงินปันส่วนแบ่งกำไร (cash distributions) อย่างสม่ำเสมอ (2) รักษาและปกป้องเงินลงทุน (3) ได้รับผลตอบแทนจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ที่เพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการการลงทุนและทรัพย์สินเชิงรุก และ (4) นำเสนอทางเลือกการลงทุนสำหรับผู้ลงทุนที่ประสงค์จะจัดสรรพอร์ตการลงทุนระยะยาวบางส่วนมาในลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่มีความผันผวนต่ำกว่าบริษัทจดทะเบียนที่ประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของ Underlying REIT คือการนำแพลตฟอร์มชั้นนำด้านการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์สำหรับนักลงทุนสถาบันมาสู่ผู้ลงทุนที่เน้นการสร้างกระแสรายได้ (income) จากการลงทุน อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถมีการรับรองได้ว่า Underlying REIT จะบรรลุวัตถุประสงค์ หรือกลยุทธ์การลงทุนของ Underlying REIT จะประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ การลงทุนในกองทุนหลักมีความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของ REIT ที่ไม่ได้จดทะเบียนซื้อขายในตลาดที่อาจมีความผันผวนจากมูลค่าของทรัพย์สินที่ลงทุน ผู้จัดการกองทุนของ Underlying REIT มุ่งหมายที่จะบรรลุวัตถุประสงค์การลงทุนโดยเน้นลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่มีเสถียรภาพและสามารถสร้างรายได้ (income) ที่อยู่ในประเทศสหรัฐฯ เป็นหลัก และนอกสหรัฐฯ เพียงบางส่วน โดยเงินลงทุนส่วนที่เหลือ Underlying REIT ลงทุนบางส่วนในตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างกระแสรายได้และแหล่งเงินสภาพคล่องสำหรับแผนการรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (share repurchase plan) การบริหารจัดการเงินสด และวัตถุประสงค์อื่น โดยการลงทุนเหล่านี้อาจรวมถึงบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจรวมถึงที่พักอาศัย (residential) (รวมถึงกลุ่มธุรกิจย่อย เช่น ที่พักอาศัยสำหรับหลายครอบครัว (multifamily) บ้านพักราคาย่อมเยา (affordable housing) บ้านเช่าสำหรับครอบครัวเดี่ยว (single family rental) หอพักนักเรียน (student housing) บ้านสำเร็จรูป (manufactured housing) และบ้านพักคนชรา (senior living)) อสังหาริมทรัพย์เชิงอุตสาหกรรม (industrial) (รวมถึงกลุ่มธุรกิจย่อย เช่น โกดัง (warehouses) ห้องเก็บความเย็น (cold storage facilities) และท่าเรือขนส่ง (port logistics)) สัญญาเช่าสุทธิ (net lease) โรงแรม (hospitality) พื้นที่เก็บของ (self-storage) ศูนย์ข้อมูล (data center) สำนักงาน (office) และร้านค้าปลีก (retails) รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ๆ ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ลงทุนปัจจุบันของ Underlying REIT ในหัวข้อ Investments in Real Estate and Real Estate Debt ในหนังสือชี้ชวนของ Underlying REIT ( https://www.breit.com/literature ) กองทุนจะลงทุนในกองทุนหลักโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม โดยกองทุนมีนโยบายการลงทุนซึ่งส่งผลให้มี net exposure ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน 2. สำหรับเงินลงทุนส่วนที่เหลือ กองทุนอาจพิจารณาลงทุนในตราสารทุน ตราสารหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน หน่วยลงทุนของกองทุนรวมและ/หรือกองทุน ETF และ/หรือกองทุน CIS และ/หรือกองทุน Property และ/หรือ กองทุน Infra และ/หรือกองทุน Private equity และ/หรือเงินฝาก ตลอดจนหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. หรือประกาศสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนดหรือให้ความเห็นชอบ ทั้งในและ/หรือต่างประเทศ 3. กองทุนอาจลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอื่น หรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง1) หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (infra) ซึ่งอยู่ภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการ ในสัดส่วนโดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่เกินร้อยละ 20 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ยกเว้นกรณีที่กองทุนปลายทางเป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (กอง1) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (infra) ลงทุนสูงสุดได้ไม่เกิน 1 ใน 3 ของจำนวนหน่วยลงทุนของกองทุนปลายทาง ทั้งนี้ กองทุนรวมอื่นนั้นมีการลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนรวมใด ๆ ที่อยู่ภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการต่อไปได้อีกไม่เกิน 1 ทอด โดยกองทุนรวมที่มีผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นกองทุนรวมอื่นที่อยู่ภายใต้การจัดการของบริษัทจัดการ ต้องไม่ลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนรวมดังต่อไปนี้ (1) กองทุนรวมอื่นที่เป็นผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนรวมดังกล่าว (2) กองทุนรวมที่เป็นผู้ถือหน่วยของกองทุนรวมอื่นตาม (1) ในกรณีที่มีการลงทุนในกองทุนรวมอื่นภายใต้ บลจ. เดียวกัน (Cross Investing Fund) มิให้กองทุนรวมต้นทางลงมติให้กองทุนรวมปลายทาง อย่างไรก็ดี ในกรณีที่กองทุนรวมปลายทางไม่สามารถดำเนินการเพื่อขอมติได้ เนื่องจากติดข้อจำกัดห้ามมิให้กองทุนรวมต้นทางลงมติให้กองทุนรวมปลายทาง บริษัทจัดการสามารถขอรับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้ หากได้รับมติเกินกึ่งหนึ่งของผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนปลายทางในส่วนที่เหลือ ทั้งนี้ การลงทุนในหน่วยลงทุนดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบนโยบายการลงทุนของกองทุนซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด หรือกฎหมายอื่นใดที่เกี่ยวข้อง หรือประกาศอื่นใดที่เกี่ยวข้อง และ/หรือที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในอนาคต 4. กองทุนจะไม่ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Unhedged) สำหรับเงินลงทุนในกองทุนหลักในต่างประเทศ ดังนั้น กองทุนจึงมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอยู่ ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ทั้งนี้ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะพิจารณาป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สำหรับจำนวนเงินที่กองทุนจะได้รับ เช่น เงินที่จะได้รับจากการที่กองทุนส่งคำสั่งขายคืนหน่วยลงทุนของกองทุนหลักเนื่องจากมีผู้ถือหน่วยสั่งขายคืนหน่วยลงทุนของกองทุน หรือเงินที่จะได้รับในกรณีที่กองทุนหลักมีการจ่ายผลตอบแทน (distribution) ให้กับกองทุน เป็นต้น กองทุนอาจลงทุนหรือมีไว้ซึ่งสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อลดความเสี่ยง (Hedging) ได้ไม่เกินมูลค่าความเสี่ยงที่มีอยู่ ทั้งนี้ การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอาจมีต้นทุนและมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เช่น ความเสี่ยงจากการที่คู่สัญญาผิดนัดชำระหนี้ หรือไม่สามารถส่งมอบ (delivery failure) หรือไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้ ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องในการซื้อขายหรือไม่สามารถปิดสถานะได้ (close out position) เป็นต้น โดยบริษัทจัดการจะกำหนดกลยุทธ์ในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตลอดจนจัดให้มีระบบที่เหมาะสมในการบริหารความเสี่ยงของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เช่น บริษัทจัดการจะวิเคราะห์และติดตามสถานะหรืออันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทที่เป็นคู่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอย่างระมัดระวังและสม่ำเสมอ และหากมีการปรับตัวในทางลบอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทจัดการจะพิจารณาปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่คู่สัญญาไม่สามารถทำตามข้อสัญญาตามที่ตกลงกันไว้ 5. กองทุนนี้จะไม่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการลงทุน (Efficient portfolio management) และตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) ส่วนกองทุน Blackstone Real Estate Income Trust, Inc. (Underlying REIT) มีการเข้าทำสัญญาในธุรกรรมสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และอาจเข้าทำสัญญาดังกล่าวด้วยในอนาคต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยง เก็งกำไร และขยายฐานการลงทุน (leverage) ทั้งนี้ Underlying REIT มีการจำกัดการขยายฐานการลงทุน (maximum leverage) ไว้ไม่เกินร้อยละ 300 ของทรัพย์สินสุทธิ ซึ่งนับรวมทั้งการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivative) และธุรกรรมการกู้ยืมของ Underlying REIT อย่างไรก็ตาม Underlying REIT จะไม่ลงทุนในตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) 6. กองทุนอาจทำธุรกรรมการซื้อโดยมีสัญญาขายคืน (Reverse Repo) หรือ ธุรกรรมการให้ยืมหลักทรัพย์ (Security Lending) โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ หรือตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. 7. กองทุนอาจทำธุรกรรมการกู้ยืมเงินหรือการขายหลักทรัพย์หรือตราสารหนี้โดยมีสัญญาซื้อคืน (Repo) เพื่อการจัดการลงทุนของกองทุนรวมไม่เกินร้อยละ 50 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม โดยเป็นไปตามที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. และ/หรือประกาศที่เกี่ยวข้องประกาศกำหนด และ/หรือที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม ทั้งนี้ กองทุนจะไม่ทำธุรกรรมการขายหลักทรัพย์ที่ต้องยืมหลักทรัพย์มาเพื่อการส่งมอบ (Short Selling) และ/หรือจะไม่ลงทุนในหน่วยของกิจการเงินร่วมลงทุน (หน่วย private equity) อย่างไรก็ตาม กองทุนนี้เน้นลงทุนในกองทุนหลักที่ไปลงทุนใน Underlying REIT ซึ่งมีนโยบายลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (Private Real Estate Investment Trust) เป็นหลัก ส่วนกองทุน Blackstone Real Estate Income Trust, Inc. (Underlying REIT) มีเกณฑ์ที่จำกัดการกู้ยืมไม่เกินร้อยละ 300 ของทรัพย์สินสุทธิ ซึ่งเทียบเท่ากับการกู้ยืมประมาณร้อยละ 75 ของต้นทุนในการลงทุน อย่างไรก็ตาม Underlying REIT อาจกู้ยืมเกินกว่าข้อจำกัดดังกล่าวได้หากได้รับการอนุมัติจากเสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมการอิสระให้สามารถกู้ยืมเกินสัดส่วนได้ในแต่ละครั้ง และ Underlying REIT จะเปิดเผยเหตุผลของการกู้ยืมดังกล่าวให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน (stockholders) ทราบ อย่างไรก็ตาม Underlying REIT จะไม่ทำธุรกรรมการขายหลักทรัพย์ที่ต้องยืมหลักทรัพย์มาเพื่อการส่งมอบ (Short Selling) และ/หรือจะไม่ลงทุนในหน่วยของกิจการเงินร่วมลงทุน (หน่วย private equity) ทั้งนี้ Underlying REIT มีนโยบายลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (Private Real Estate Investment Trust) เป็นหลัก 8. สรุปข้อมูลกองทุน Blackstone Real Estate Income Trust iCapital Offshore Access Fund SPC (กองทุนหลัก) (แหล่งที่มาของข้อมูล Blackstone Real Estate Income Trust iCapital Offshore Access Fund SPC (กองทุนหลัก) ข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2022) กองทุนหลัก Blackstone Real Estate Income Trust iCapital Offshore Access Fund SPC (Class I-Dis) บริษัทจัดการ (Investment Manager) iCapital Advisors, LLC, วันที่จดทะเบียนจัดตั้งกองทุน (Register Date) 7 กุมภาพันธ์ 2562 ประเทศที่จดทะเบียนจัดตั้ง หมู่เกาะเคย์แมน (Cayman Islands) สกุลเงิน ดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) อายุโครงการ ไม่กำหนด ดัชนีชี้วัด (Benchmark) ไม่กำหนดดัชนีชี้วัด วัตถุประสงค์ กลยุทธ์ และนโยบายการลงทุน (Investment Objective, Strategy and Policies) วัตถุประสงค์การลงทุน กองทุนหลักมีนโยบายที่จะลงทุนในกองทุน Blackstone Real Estate Income Trust, Inc. (“Underlying REIT”) ซึ่งจัดตั้งในประเทศสหรัฐฯ และบริหารจัดการโดย BX REIT Advisors L.L.C โดยมีวัตถุประสงค์การลงทุนในทรัพย์สินที่จะทำให้ Underlying REIT สามารถ (1) สร้างกระแสรายได้ในระดับที่น่าสนใจในรูปแบบผลตอบแทนจากเงินปันส่วนแบ่งกำไร (cash distributions) อย่างสม่ำเสมอ (2) รักษาและปกป้องเงินลงทุน (3) ได้รับผลตอบแทนจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ที่เพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการการลงทุนและทรัพย์สินเชิงรุก และ (4) นำเสนอทางเลือกการลงทุนสำหรับผู้ลงทุนที่ประสงค์จะจัดสรรพอร์ตการลงทุนระยะยาวบางส่วนมาในลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่มีความผันผวนต่ำกว่าบริษัทจดทะเบียนที่ประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของ Underlying REIT คือการนำแพลตฟอร์มชั้นนำด้านการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์สำหรับนักลงทุนสถาบันมาสู่ผู้ลงทุนที่เน้นการสร้างกระแสรายได้ (income) จากการลงทุน อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถรับรองได้ว่า Underlying REIT จะบรรลุวัตถุประสงค์ หรือกลยุทธ์การลงทุนของ Underlying REIT จะประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ การลงทุนในกองทุนหลักมีความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของ REIT ที่ไม่ได้จดทะเบียนซื้อขายในตลาดที่อาจมีความผันผวนจากมูลค่าของทรัพย์สินที่ลงทุน นโยบายการลงทุน ผู้จัดการกองทุนของ Underlying REIT มุ่งหมายที่จะบรรลุวัตถุประสงค์การลงทุนโดยเน้นลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่มีเสถียรภาพและสามารถสร้างรายได้ (income) ที่อยู่ในประเทศสหรัฐฯ เป็นหลัก และนอกสหรัฐฯ เพียงบางส่วน โดยเงินลงทุนส่วนที่เหลือ Underlying REIT ลงทุนบางส่วนในตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างกระแสรายได้และแหล่งเงินสภาพคล่องสำหรับแผนการแผนการรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (share repurchase plan) การบริหารจัดการเงินสด และวัตถุประสงค์อื่น โดยการลงทุนเหล่านี้อาจรวมถึงบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจรวมถึงที่พักอาศัย (residential) (รวมถึงกลุ่มธุรกิจย่อย เช่น ที่พักอาศัยสำหรับหลายครอบครัว (multifamily) บ้านพักราคาย่อมเยา (affordable housing) บ้านเช่าสำหรับครอบครัวเดี่ยว (single family rental) หอพักนักเรียน (student housing) บ้านสำเร็จรูป (manufactured housing) และบ้านพักคนชรา (senior living)) อสังหาริมทรัพย์เชิงอุตสาหกรรม (industrial) (รวมถึงกลุ่มธุรกิจย่อย เช่น โกดัง (warehouses) ห้องเก็บความเย็น (cold storage facilities) และท่าเรือขนส่ง (port logistics)) สัญญาเช่าสุทธิ (net lease) โรงแรม (hospitality) พื้นที่เก็บของ (self-storage) ศูนย์ข้อมูล (data center) สำนักงาน (office) และร้านค้าปลีก (retails) รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ๆ ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ลงทุนปัจจุบันของ Underlying REIT ในหัวข้อ Investments in Real Estate and Real Estate Debt ในหนังสือชี้ชวนของ Underlying REIT (https://www.breit.com/literature) แนวทางการลงทุนและการจัดสรรการลงทุนคาดการณ์ แนวทางการลงทุนของ Underlying REIT มีการมอบหมายอำนาจหน้าที่ให้ผู้จัดการกองทุนของ Underlying REIT มีหน้าที่ในการส่งคำสั่งซื้อขายการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ โดยในแต่ละกรณีต้องเป็นไปตามแนวทางการลงทุนที่คณะกรรมการของ Underlying REIT กำหนด ทั้งนี้ คณะกรรมการของ Underlying REIT จะมีการกำกับควบคุมการลงทุนของ Underlying REIT ตลอดเวลา และอาจมีการปรับเปลี่ยนขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่มอบหมายให้ผู้จัดการกองทุนของ Underlying REIT ที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรมซื้อขายทรัพย์สินเป็นครั้งคราว นอกจากนี้ ภายใต้แนวทางการลงทุนของ Underlying REIT มีการกำหนดให้คณะกรรมการของ Underlying REIT มีหน้าที่อนุมัติการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของพอร์ตการลงทุนในอสังทรัพย์ริมทรัพย์ใด ๆ ที่มีราคาเกินกว่าร้อยละ 10 ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของ Underlying REIT ณ สิ้นเดือนล่าสุด (ซึ่งมีการประเมินมูลค่าภายใต้หลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป (generally accepted accounting principles: GAAP) เมื่อรวมกับเงินที่คาดหมายโดยสุจริตได้ว่าจะได้รับจากการเสนอขายหน่วยลงทุนของ (common stock) Underlying REIT ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ คณะกรรมการส่วนใหญ่ของ Underlying REIT จะทำการพิจารณาเป็นระยะว่า ราคาของทรัพย์สินที่ Underlying REIT จ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินนั้นมีการอ้างอิงกับมูลค่ายุติธรรม (fair market value) ของอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่กรรมการส่วนใหญ่ในคณะกรรมการของ Underlying REIT กำหนด หรือในกรณีที่เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากผู้จัดการกองทุนของ Underlying REIT หรือกรรมการ หรือ Blackstone หรือบริษัทในเครือใด ๆ มูลค่าตลาดยุติธรรมดังกล่าวจะถูกกำหนดโดยผู้ประเมินอิสระที่ได้รับการคัดเลือกจากกรรมการอิสระของ Underlying REIT ทั้งนี้ Underlying REIT จะลงทุนอย่างน้อยร้อยละ 80 ของทรัพย์สินในอสังหาริมทรัพย์ และไม่เกินร้อยละ 20 ของทรัพย์สินในตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ โดยไม่คำนึงถึงข้อความข้างต้น สัดส่วนการลงทุนที่แท้จริงของพอร์ตการลงทุนของ Underlying REIT ที่ลงทุนในทรัพย์สินแต่ละประเภท อาจแตกต่างจากระดับที่กำหนดข้างต้นเป็นครั้งคราว เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น เงินทุนที่ไหลเข้าจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น การประเมินความน่าสนใจของโอกาสการลงทุนของผู้จัดการกองทุนของ Underlying REIT หรือการคาดการณ์ในความต้องการเงินสดหรือการได้รับคำสั่งรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงยังอยู่ภายใต้ข้อจำกัดหรือความต้องการที่เกี่ยวข้องกับความตั้งใจของ Underlying REIT ในการคงสภาพเป็นกองทรัสต์ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อวัตถุประสงค์ด้านภาษีเงินได้ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ นอกจากนี้ การลงทุนบางประเภท เช่น การลงทุนในหุ้นบุริมสิทธิ อาจถูกจัดรวมเป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและลักษณะของการลงทุนดังกล่าว Underlying REIT ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันความเสี่ยง เพื่อรักษาสถานะการเป็นทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) และเป็นไปตามข้อยกเว้นจากการถูกกำกับดูแลในฐานะผู้ประกอบการกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity pool operator) นอกจากนี้ Underlying REIT อาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อวัตถุประสงค์ในการลงทุน และเป็นการขยายฐานการลงทุน (leverage) ทั้งนี้ การลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอาจรวมถึงการลงทุนในสัญญา swaps ที่อ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ย (interest rate swaps) สัญญา swaps ที่อ้างอิงกับผลตอบแทนรวม (total return swaps) สัญญา swaps ที่อ้างอิงกับเครดิต (credit default swaps) และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับดัชนีต่าง ๆ รวมถึงการขาย short (ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ) อย่างไรก็ตาม Underlying REIT อาจลงทุนในสัญญาฟิวเจอร์ส (futures) สัญญาออปชั่น (options) และสัญญาออปชั่นบนฟิวเจอร์ส (options on futures) ด้วย Underlying REIT มีการขยายฐานการลงทุน (leverage) และคาดว่าจะมีการขยายฐานการลงทุน (leverage) ต่อเนื่องในอนาคต โดยมีอัตราเป้าหมายในการขยายฐานการลงทุน (leverage) ประมาณร้อยละ 60 ทั้งนี้ อัตราการขยายฐานการลงทุน (leverage) คำนวณโดยการหาร (1) มูลค่ารวมระดับอสังหาริมทรัพย์และระดับหนี้สินของนิติบุคคลสุทธิหลังหักเงินสดและเงินสดที่มีข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับเงินกู้ ด้วย (2) มูลค่าทรัพย์สินที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (คำนวณจากมูลค่าที่สูงกว่าระหว่างราคายุติธรรมตามราคาตลาด และราคาทุน) บวกกับส่วนทุนจากการลงทุนในหนี้ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับชำระแล้วอย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนเงินที่อาจกู้ยืมสำหรับอสังหาริมทรัพย์หรือพอร์ตการลงทุนใด ๆ Underlying REIT มีเกณฑ์ที่จำกัดตามที่ระบุใน charter ซึ่งห้ามมิให้มีการกู้ยืมเกินกว่าร้อยละ 300 ของทรัพย์สินสุทธิใน Underlying REIT ซึ่งเทียบเท่ากับการกู้ยืมประมาณร้อยละ 75 ของต้นทุนในการลงทุน อย่างไรก็ตาม Underlying REIT อาจกู้ยืมเกินกว่าข้อจำกัดดังกล่าวได้หากได้รับการอนุมัติจากเสียงส่วนใหญ่ของกรรมการอิสระให้สามารถกู้ยืมเกินสัดส่วนนั้นได้ในแต่ละครั้ง และ Underlying REIT จะเปิดเผยเหตุผลของการกู้ยืมดังกล่าวให้ผู้ถือหน่วยลงทุน (stockholders) ทราบ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลยุทธ์ นโยบาย และข้อจำกัดด้านการลงทุนของ Underlying REIT รวมถึงข้อมูลสรุปเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใน Underlying REIT มีอยู่ในหนังสือชี้ชวนของ Underlying REIT ผู้ที่สนใจลงทุนควรอ่านและศึกษาหนังสือชี้ชวนของ Underlying REIT อย่างละเอียด ทั้งนี้ คำอธิบายเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และกลยุทธ์การลงทุนของ Underlying REIT ในเอกสารฉบับนี้จะถือว่าเป็นข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์เมื่ออ้างอิงกับหนังสือชี้ชวนของ Underlying REIT โดยในกรณีที่ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และกลยุทธ์การลงทุนของ Underlying REIT ที่แสดงในหนังสือชี้ชวนของ Underlying REIT และที่แสดงในเอกสารฉบับนี้มีความขัดแย้งกัน ขอให้ผู้ลงทุนยึดถือข้อมูลในหนังสือชี้ชวนของ Underlying REIT เป็นหลัก การลงทุนใน Underlying REIT มีความเสี่ยงสูง ดังนั้น จึงควรลงทุนใน Underlying REIT (และกองทุนหลัก) เฉพาะเมื่อผู้ลงทุนสามารถรับผลขาดทุนของเงินลงทุนได้ทั้งหมด ทั้งนี้ ไม่สามารถมีการรับรองได้ว่า วัตถุประสงค์การลงทุนของ Underlying REIT (และกองทุนหลัก) จะบรรลุเป้าหมายได้ ผู้จัดการกองทุนของกองทุนหลักไม่รับประกันการได้รับคืนเงินต้นหรือผลการดำเนินงานของกองทุนหลัก รายละเอียดการเสนอขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (shares) ของกองทุนหลัก และ Underlying REIT การเสนอขายหน่วยลงทุน (shares) ของกองทุนหลัก และ Underlying REIT กองทุนหลักจะเสนอขายหน่วยลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะกำหนดให้ดำเนินการได้ ณ วันทำการแรกตามปฏิทินในแต่ละเดือน หรืออาจกำหนดเป็นวันอื่นตามดุลยพินิจของคณะกรรมการของกองทุนหลักแต่เพียงผู้เดียว โดยอาจปรึกษากับผู้จัดการกองทุนของกองทุนหลัก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถของกองทุนหลักในการนำเงินไปลงทุนใน Underlying REIT ตลอดเวลา กองทุนหลักคาดว่าจะนำเงินเกือบทั้งหมดที่ได้รับจากคำสั่งซื้อไปลงทุนต่อใน Underlying REIT ซึ่งคาดว่าจะอ้างอิงตามมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ Underlying REIT ณ วันสุดท้ายตามปฏิทินของเดือนก่อนหน้า (เช่น คำสั่งซื้อที่กองทุนหลักส่งไปยัง Underlying REIT ณ วันที่ 1 กันยายน จะอ้างอิงกับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ Underlying REIT ณ วันที่ 31 สิงหาคมของปีนั้น ๆ อย่างไรก็ตาม Underlying REIT อาจกำหนดที่จะเสนอขายหน่วยลงทุนในราคาอื่นตามดุลยพินิจของ Underlying REIT ได้ กองทุนหลักจะเสนอขายหน่วยลงทุน (shares) ด้วยราคาที่คำนวณจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วย (NAV per share) สำหรับชนิดหน่วยลงทุน (class) ที่เกี่ยวข้อง ณ วันก่อนหน้าที่ติดกันกับวันรับคำสั่งซื้อ (Subscription Date) ซึ่งจะอ้างอิงบางส่วนกับราคาที่กองทุนหลักไปลงทุนต่อในหน่วยลงทุนของ Underlying REIT ตามที่อธิบายไว้ข้างต้น การรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (shares) ของกองทุนหลัก และ Underlying REIT ผู้ลงทุนอาจขอให้กองทุนหลักซื้อคืนหน่วยลงทุนบางส่วนหรือทั้งหมด (“Repurchase Request”) ณ วันสุดท้ายตามปฏิทินของแต่ละเดือน (“Repurchase Date”) โดยส่งเอกสารแสดงความจำนงถึงผู้จัดการกองทุนของกองทุนหลัก (“Repurchase Notice”) เพื่อแจ้งว่าผู้ลงทุนประสงค์ที่จะให้กองทุนหลักซื้อคืนหน่วยลงทุนในจำนวนที่กำหนด จำนวนเงินของการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนคำนวณมาจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยของชนิดหน่วยลงทุนที่รับซื้อคืน ซึ่งปกติแล้วจะคำนวณมาจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ Underlying REIT ณ วันสุดท้ายตามปฏิทินของเดือนก่อนหน้าที่ติดกัน เช่น ผู้ลงทุนของกองทุนหลักส่งคำสั่ง Repurchase Request ณ วันที่ 31 สิงหาคม ราคาของการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนจะคำนวณจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม ของปีนั้น ๆ โดยปกติแล้ว ผู้จัดการกองทุนหลักคาดว่าจะจ่ายเงินค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนได้ ภายใน 10 วันทำการ (วันใด ๆ ที่ตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐฯ เปิดทำการ) นับแต่วัน Repurchase Date กองทุนหลักอาจรับซื้อคืนหน่วยลงทุนน้อยกว่าที่ผู้ลงทุนแสดงความจำนงในแต่ละเดือน นอกจากนี้ คณะกรรมการของกองทุนหลักจะยอมรับรายการและชำระเงินสำหรับ Repurchase Request จากผู้ลงทุนเฉพาะในกรณีที่ SP (Segregated Portfolio/ชนิดหน่วยลงทุน) ที่ผู้ลงทุนถืออยู่นั้นมีกระแสเงินไหลเข้าสุทธิ หรือหากเป็นกรณีที่ SP มีกระแสเงินไหลออกสุทธิ Underlying REIT จะต้องมีการยอมรับคำสั่งรับซื้อคืนจาก SP ดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดข้างต้น จำนวนของการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนจะเท่ากับจำนวนที่ได้รับการยอมรับทางตรงหรือทางอ้อมจาก Underlying REIT หรือ SP (แล้วแต่กรณี) จึงจะสามารถทำรายการรับซื้อคืนดังกล่าวได้ Underlying REIT อาจรับซื้อคืนหน่วยลงทุน น้อยกว่าที่ผู้ลงทุนแสดงความจำนงในแต่ละเดือน หรือไม่รับซื้อคืนเลย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการของ Underlying REIT ณ ขณะใด ๆ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการของ Underlying REIT อาจทำยกเว้นหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใด ๆ ในแผนการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนของ Underlying REIT ได้ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมทั้งหมดของการรับซื้อคืนของ Underlying REIT (รวมถึงการรับซื้อคืนของกองทุนหลักและบางกองทุนที่มีลักษณะคล้ายกัน) ถูกจำกัดไว้ที่ไม่เกินร้อยละ 2 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิทั้งหมดต่อเดือนของ Underlying REIT (คำนวณจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมทั้งหมดของสิ้นเดือนก่อนหน้าที่ติดกัน) และจะไม่เกินร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมทั้งหมดต่อไตรมาสของ Underlying REIT (คำนวณจากค่าเฉลี่ยของทรัพย์สินสุทธิรวมทั้งหมดของสามเดือนก่อนหน้าที่ติดกัน) ทั้งนี้ การคำนวณและการกำหนดช่วงเวลาของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ Underlying REIT และข้อจำกัดของการรับซื้อคืนจะเป็นไปตามที่กำหนดในหนังสือชี้ชวนของ Underlying REIT Repurchase Request จะคำนวณจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของแต่ละชนิดหน่วยลงทุนของ Underlying REIT ณ วันสุดท้ายตามปฏิทินของเดือนก่อนหน้าที่ติดกัน ซึ่งผู้ลงทุนจะไม่ทราบมูลค่าทรัพย์สินต่อหน่วย และจำนวนเงินที่จะได้รับจนกว่าจะถึงวัน Repurchase Date การแจ้งความจำนงในการขอให้รับซื้อคืนหน่วยลงทุนภายใน 1 ปีหลังจากการซื้อหน่วยลงทุนดังกล่าว (คำนวณจากวันหลังจาก Repurchase Date ที่ติดกัน) จะถูกคิดค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนก่อนกำหนด (“Early Repurchase Deduction”) เท่ากับร้อยละ 2 ของมูลค่าหน่วยลงทุนได้รับการซื้อคืน (คำนวณ ณ วัน Repurchase Date) ซึ่งกองทุนหลักจะหักออกและเก็บไว้ที่ Underlying REIT ทั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนของกองทุนหลักอาจผ่อนผันการคิดค่า Early Repurchase Deduction หากการแจ้งความประสงค์ในการขอให้รับซื้อคืนเข้าเงื่อนไขการผ่อนผันของ Underlying REIT และ/หรือ Underlying REIT ไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมดังกล่าวกับบาง SP ที่เกี่ยวข้อง ค่าธรรมเนียมของกองทุนหลัก และ Underlying REIT ค่าธรรมเนียมของกองทุน Blackstone Real Estate Income Trust iCapital Offshore Access Fund SPC (กองทุนหลัก) ค่าธรรมเนียมการดำเนินการ (Administrative fee) : ร้อยละ 0.20 ต่อปี ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน (ก่อนหักค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ในเดือนนั้น) ค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนก่อนกำหนด (Early Repurchase Deduction) : ร้อยละ 2.00 ของมูลค่าหน่วยลงทุนที่ขายคืนก่อนกำหนด คือ 1 ปีหลังจากการซื้อหน่วยลงทุนดังกล่าว (คำนวณ ณ วัน Repurchase Date) อย่างไรก็ตาม Investment Manager อาจยกเว้น Early Repurchase Deduction ให้สำหรับการขายคืนหน่วยลงทุนใด หากการขายคืนหน่วยลงทุนนั้นเป็นไปตามเงื่อนไขการได้รับยกเว้นการหักค่าธรรมเนียมดังกล่าวของ Underlying REIT และ/หรือ ไม่ต้องมีการจ่ายค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้กับ Underlying REIT ในการขายคืนหน่วยลงทุนนั้น ๆ ค่าธรรมเนียมของกองทุน Blackstone Real Estate Income Trust, Inc. (Underlying REIT) ค่าธรรมเนียมการบริหารกองทุน (Management Fee): ร้อยละ 1.25 ต่อปี ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ Underlying REIT ค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่มของผลการดำเนินงาน (Performance Participation Allocation): ร้อยละ 12.5 ของผลตอบแทนรวมของ Underlying REIT โดยมีเงื่อนไขว่า Underlying REIT ต้องมีผลการดำเนินงานอย่างน้อยร้อยละ 5 และสูงกว่าผลการดำเนินงานในอดีต (high water mark) และมี catch up ตามที่แจ้งไว้ในหนังสือชี้ชวนของ Underlying REIT หมายเหตุ: ในกรณีที่บริษัทจัดการได้รับค่าตอบแทนจากกองทุนหลักและ/หรือบริษัทจัดการของกองทุนหลัก (rebate) บริษัทจัดการจะนำค่าตอบแทนดังกล่าวกลับเข้ากองทุนนี้ หรือดำเนินการอื่นตามที่สำนักงาน ก.ล.ต.และหรือหน่วยงานที่มีอำนาจอื่นกำหนดและหรืออนุญาต/เห็นชอบ/ผ่อนผัน และหรือที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้บริษัทจัดการดำเนินการได้ ทั้งนี้ผู้ถือหน่วยลงทุนทั้งปวงได้เห็นชอบให้บริษัทจัดการดำเนินการที่เกี่ยวข้องตามดุลพินิจของบริษัทจัดการ ข้อมูลรายละเอียดของกองทุนหลัก Blackstone Real Estate Income Trust iCapital Offshore Access Fund SPC แปลมาจากหนังสือชี้ชวนของกองทุนหลัก ณ เดือนมีนาคม 2022 ทั้งนี้ ด้วยข้อจำกัดของกองทุนหลักที่เป็น Private Placement บริษัทจัดการจึงไม่อาจเผยแพร่ข้อมูล web link ของหนังสือชี้ชวนของกองทุนหลักได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกองทุนหลักมีนโยบายที่จะลงทุนใน Underlying REIT เกือบทั้งหมด ดังนั้น การลงทุนของกองทุนหลักจึงอ้างอิงกับการลงทุนของ Underlying REIT (ซึ่งจัดตั้งในประเทศสหรัฐฯ) ในสาระสำคัญ ผู้ที่สนใจลงทุนจึงควรศึกษาหนังสือชี้ชวนของ Underlying REIT อย่างละเอียด https://www.breit.com/literature/ เพื่อให้ทราบและเข้าใจถึงนโยบายการลงทุน กลยุทธ์การลงทุนของ Underlying REIT รวมถึงความเสี่ยงจากการลงทุน และรายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้ลงทุน อย่างไรก็ตาม การลงทุนในกองทุนหลักยังมีความแตกต่างจากการลงทุนใน Underlying REIT ผู้ที่สนใจลงทุนควรพิจารณาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนฉบับนี้อย่างละเอียด อนึ่ง ในกรณีที่มีความแตกต่างหรือไม่สอดคล้องกัน ระหว่างข้อมูลที่ปรากฎในหนังสือชี้ชวนฉบับนี้ กับหนังสือชี้ชวนของ Underlying REIT ในส่วนของข้อมูลรายละเอียดของ Underlying REIT ให้ถือตามต้นฉบับภาษาอังกฤษที่ปรากฏในหนังสือชี้ชวนของ Underlying REIT เป็นเกณฑ์ 9. ในกรณีที่กองทุนหลักมีการแก้ไขเพิ่มเติมโครงการจัดการหรือมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลข้างต้น ซึ่งบริษัทจัดการเห็นว่าไม่มีนัยสำคัญ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะปรับปรุง/เปลี่ยนแปลงข้อมูลให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของกองทุนหลักโดยถือว่าได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว ทั้งนี้ บริษัทจะแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ 10. ในกรณีที่ชนิดของหน่วยลงทุน (Class) หรือกองทุนหลักที่กองทุนลงทุนนั้นไม่เหมาะสมอีกต่อไป โดยอาจสืบเนื่องจากการที่ชนิดของหน่วยลงทุน (Class) หรือกองทุนหลักที่กองทุนลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดจนอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เช่น เงื่อนไขการลงทุน นโยบายการลงทุน อัตราค่าธรรมเนียม เป็นต้น และ/หรือได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น ภาวะตลาดและเศรษฐกิจมีความผันผวน เกิดภัยพิบัติหรือเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติต่าง ๆ เป็นต้น และ/หรือในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ที่กระทบต่อการลงทุน เช่น การเปลี่ยนแปลงในเรื่องกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนต่างประเทศ หรือในกรณีที่กองทุนไม่สามารถเข้าลงทุนในกองทุนหลักได้ หรือในกรณีที่บริษัทจัดการเห็นว่าการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนหลักไม่เหมาะสมอีกต่อไป เช่น กรณีที่ผลตอบแทนของกองทุนหลักต่ำกว่าผลตอบแทนของกองทุนอื่น ๆ ที่มีนโยบายการลงทุนใกล้เคียงกันอย่างมีนัยสำคัญหรือติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรือผลตอบแทนของกองทุนหลักต่ำกว่าตัวชี้วัด (Benchmark) (ถ้ามี) อย่างมีนัยสำคัญ หรือการลงทุนของกองทุนหลัก ไม่เป็นไปตามหนังสือชี้ชวนหรือโครงการ หรือทำให้กองทุนนี้ไม่สามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการก.ล.ต.ได้ หรือเมื่อกองทุนหลักกระทำความผิดร้ายแรงตามความเห็นของหน่วยงานที่กำกับดูแลกองทุนต่างประเทศหรือมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่อาจส่งผลต่อการดำเนินการของกองทุนในฐานะผู้ลงทุน หรือมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารของกองทุนหลัก และ/หรือในกรณีที่กองทุนหลักได้เลิกโครงการ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิ โดยตามดุลยพินิจของบริษัทจัดการ ที่จะพิจารณาเปลี่ยนแปลงชนิดของหน่วยลงทุน (Class) และ/หรือกองทุนหลัก และ/หรือการเปลี่ยนแปลงสกุลเงินลงทุนเป็นสกุลเงินอื่นใด และ/หรือ ดำเนินการเลิกกองทุน โดยถือว่าได้รับมติเห็นชอบจากจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะไม่ขัดกับวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนของกองทุน และคำนึงถึงและรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ และในกรณีที่บริษัทจัดการอยู่ระหว่างการดำเนินการเปลี่ยนกองทุนหลักข้างต้น อาจส่งผลให้กองทุนมีการลงทุนหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศในขณะนั้นมากกว่า 1 กองทุน 11. กรณีการลงทุนของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์มีลักษณะครบถ้วนตาม ข้อ 11.1 และ ข้อ 11.2 บริษัทจัดการจะดำเนินการตาม ข้อ 11.3 11.1 ฐานะการลงทุนสุทธิของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์ (1) มีฐานะการลงทุนสุทธิในหน่วยของกองทุนต่างประเทศ (กองทุนปลายทาง) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี < 80% ของ NAV ของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์ หรือ (2) มีฐานะการลงทุนสุทธิในหน่วยของกองทุนต่างประเทศ (กองทุนปลายทาง) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ≥ 80% ของ NAV ของกองทุนหน่วยลงทุนหรือกองทุนฟีดเดอร์โดยกองทุนต่างประเทศไม่มีวัตถุประสงค์การลงทุนในทำนองเดียวกับกองทุนดัชนีหรือ ETF 11.2 NAV ของกองทุนปลายทาง มีการลดลงในลักษณะดังนี้ (1) NAV ณ วันใดวันหนึ่งลดลง > 2/3 ของ NAV กองทุนปลายทาง หรือ (2) ยอดรวมของ NAV ลดลงในช่วงระยะเวลา 5 วันทำการใดติดต่อกันคิดเป็นจำนวน > 2/3 ของ NAV กองทุนปลายทาง 11.3 รายละเอียดการดำเนินการ การดำเนินการ ระยะเวลาดำเนินการ 11.3.1 แจ้งเหตุที่กองทุนปลายทางมีมูลค่าทรัพย์สินลดลง พร้อมแนวทางการดำเนินการของ บริษัทจัดการ ให้สำนักงานและผู้ถือหน่วย (แนวทางการดังกล่าวต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ดีที่สุดของผู้ถือหน่วยโดยรวม) ภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่มี การเปิดเผยข้อมูลของกองทุนปลายทางที่ปรากฏเหตุ 11.3.2 เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการตาม 11.3.1 ต่อผู้ลงทุนทั่วไป (ดำเนินการให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวด้วย) พร้อม 11.3.1 11.3.3 ปฏิบัติตามแนวทางการดำเนินการตาม 11.3.1 ภายใน 60 วันนับแต่วันที่มี การเปิดเผยข้อมูลของกองทุนปลายทางที่ปรากฏเหตุ 11.3.4 รายงานผลการดำเนินการตาม 11.3.3 ให้สำนักงานทราบ ภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ดำเนินการตาม 11.3.3 แล้วเสร็จ 12. ในการคำนวณสัดส่วนการลงทุนตามนโยบายการลงทุนตามข้อ 1. ข้างต้น และอัตราส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่างประเทศอาจไม่นับช่วงระยะเวลาดังนี้ (1) ช่วงระยะเวลา 30 วันนับแต่วันที่จดทะเบียนเป็นกองทุนรวม (2) ช่วงระยะเวลา 30 วันก่อนเลิกกองทุนรวม (3) ช่วงระยะเวลาที่ต้องใช้ในการจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุนเนื่องจากได้รับคำสั่งขายคืน หรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน หรือมีการโอนย้ายกองทุนจำนวนมาก หรือเพื่อรอการลงทุน ทั้งนี้ ต้องไม่เกินกว่า 10 วันทำการ 13. บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิเปลี่ยนแปลงประเภทและลักษณะพิเศษของกองทุนรวมในอนาคตเป็นกองทุนรวมหน่วยลงทุน (Fund of Funds) หรือกองทุนรวมที่มีการลงทุนโดยตรงในตราสาร และ/หรือหลักทรัพย์ต่างประเทศได้ หรือ สามารถกลับมาเป็นกองทุนรวมฟีดเดอร์ (Feeder Fund) ได้ โดยไม่ทำให้ระดับความเสี่ยงของการลงทุน (risk spectrum) เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ให้เป็นตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนโดยขึ้นกับสถานการณ์ตลาด และเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุน อนึ่ง บริษัทจัดการจะดำเนินการแจ้งผู้ถือหน่วยลงทุนล่วงหน้าอย่างน้อย 60 วันก่อนการดำเนินการเปลี่ยนแปลง โดยจัดให้มีข้อมูลเรื่องดังกล่าวที่สำนักงานของบริษัทจัดการ หรือสำนักงานผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืน (ถ้ามี) และ/หรือผ่านเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ 14. ในกรณีที่สำนักงาน ก.ล.ต.ได้มีการประกาศ กำหนด เปลี่ยนแปลงและ/หรือแก้ไขหลักเกณฑ์ที่ส่งผลให้นโยบายการลงทุนของกองทุนนี้สามารถเสนอขายแก่ผู้ลงทุนทั่วไปได้ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลง/แก้ไขลักษณะโครงการและรายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นกองทุนรวมที่เสนอขายผู้ลงทุนทั่วไปได้ในอนาคต โดยถือว่าได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว
Investment policy as filed with SEC Thailand.
actual = what the AMC currently charges · max = prospectus ceiling (no actual reported). Annual fees aren’t additive with one-time fees.