Krungsri Long Term Private Capital Fund-Not for Retail Investors
KRUNGSRI ASSET MANAGEMENT COMPANY LIMITED · Alternative Assets
↳ Invests in BlackRock Long Term Private Capital, SCSp · ลักเซมเบิร์ก
✨Invests primarily in BlackRock Long Term Private Capital, focusing on global private equity, particularly in North America and Europe, with active ownership strategies.
1. กองทุนจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศที่มีเป้าหมายให้ผลตอบแทนในการถือครองหน่วยลงทุนในระยะยาว โดยจะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ชื่อ BlackRock Long Term Private Capital, SCSp (“กองทุนหลัก”) ซึ่งมีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (Private Equity) ทั่วโลก โดยอาจเน้นลงทุนในกลุ่มประเทศในแถบทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป กองทุนหลักจะลงทุนใน Private Equity และมีกลยุทธ์การลงทุนในลักษณะการเข้าซื้อกิจการในบริษัทที่มีความมั่นคงแล้ว (Buyout) โดยกองทุนหลักจะลงทุนตรงในหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ที่มีมูลค่าระหว่าง 500 ล้านถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยการเข้าไปมีอำนาจควบคุมหรือร่วมควบคุมในโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทเหล่านี้เป็นหลัก (Active ownership) นอกจากนี้ กองทุนหลักอาจลงทุนโดยตรงหรือโดยอ้อมเป็นการชั่วคราวในทรัพย์สินที่มีคุณภาพสูง (เป็นตราสารที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำ และมีสภาพคล่องสูง) และมีอายุการถือครองระยะสั้น หรือทรัพย์สินทางการเงินอื่นๆ เพื่อการบริหารเงินสด และอาจเข้าทำธุรกรรมการกู้ยืมเงิน รวมถึงการจัดหาวงเงินสินเชื่อ หรือการเข้ารับภาระค้ำประกันที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่ลงทุน โดยการทำธุรกรรมดังกล่าวจะต้องไม่ทำให้มูลค่าคงค้างของการกู้ยืมและการเข้ารับภาระค้ำประกัน สูงเกินกว่าร้อยละ 25 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ประจำไตรมาสล่าสุดที่มีการรายงาน ซึ่งมีการปรับค่าสำหรับการเรียกระดมเงินลงทุนที่ตกลงกันไว้ (Capital Commitments) ในงวดต่อไป กองทุนหลักดังกล่าวบริหารจัดการโดยบริษัท BlackRock, Inc. และเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นในรูปแบบ Special Limited Partnership (société en commandite spéciale) ตามกฎหมายของประเทศลักเซมเบิร์ก (Luxembourg) ซึ่งเป็นกองทุนรวมทรัพย์สินทางเลือกภายใต้หลักเกณฑ์ Alternative Investment Fund Managers Directive (AIFMD) บริษัทจัดการจะลงทุนในสกุลเงินเหรียญสหรัฐเป็นสกุลเงินหลัก และกองทุนหลักจะลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินในหลายสกุลเงิน เช่น สกุลเงินยูโร เงินเหรียญสหรัฐ เงินหยวนจีน ดอลลาร์ฮ่องกง เงินเยนญี่ปุ่น เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิเปลี่ยนแปลงสกุลเงินหลักเป็นสกุลเงินอื่นใดนอกเหนือจากสกุลเงินเหรียญสหรัฐในภายหลังก็ได้ โดยถือว่าได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงสกุลเงินที่ใช้ในการซื้อขายหน่วยลงทุนของกองทุนหลัก ซึ่งบริษัทจัดการจะคำนึงถึงประโยชน์ของกองทุนเป็นสำคัญ บริษัทจัดการจะแจ้งผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องให้ผู้ลงทุนทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน 2. ในช่วงระหว่างรอการนำเงินที่ได้รับจากการสั่งซื้อหน่วยลงทุนล่วงหน้าเพื่อไปลงทุนในกองทุนหลัก กองทุนจะลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูง เช่น ตราสารภาครัฐ และเงินฝากธนาคาร เป็นต้น 3. สำหรับเงินลงทุนส่วนที่เหลือ กองทุนอาจลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารทุน ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ตราสารทางการเงินอื่นๆ และ/หรือเงินฝากธนาคาร ที่เสนอขายทั้งในประเทศและ/หรือต่างประเทศ และอาจลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Unlisted Securities) และตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured note) โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด นอกจากนี้ กองทุนไทยอาจลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (Non - Investment Grade) หรือตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated) โดยมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารดังกล่าวไม่เกินร้อยละ 20 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน 4. กองทุนไทยอาจพิจารณาลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงิน (Fx hedging) หรือไม่ก็ได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ซึ่งจะพิจารณาจากสภาวการณ์ของตลาดและปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยน หรือค่าใช้จ่าย เป็นต้น ตามความเหมาะสมในแต่ละขณะ อย่างไรก็ดี กรณีกองทุนมีสัดส่วนการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเกินมูลค่าความเสี่ยงที่มีอยู่ อาจเนื่องจากการไม่ได้รับทราบข้อมูลการลงทุนในทันที หรือสาเหตุอื่นใดที่อยู่นอกเหนือการควบคุม โดยมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาผลตอบแทน บริษัทจัดการจะดำเนินการปรับลดสัดส่วนการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยพลันนับแต่วันที่รับทราบข้อมูล เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุน 5. กองทุนไทยอาจเข้าทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management) โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทจัดการ เช่น การทำสัญญาสวอปและ/หรือสัญญาฟอร์เวิร์ดที่อ้างอิงกับอัตราแลกเปลี่ยน/ด้านราคาตราสาร/อัตราดอกเบี้ย ซึ่งพิจารณาจากสภาวะการณ์ของตลาด กฎระเบียบ หรือข้อบังคับ และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น แนวโน้มและทิศทางราคาของหลักทรัพย์ที่ลงทุน การออกสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับดัชนีอ้างอิง การคาดการณ์เหตุการณ์ที่อาจจะส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญของกองทุน และค่าใช้จ่ายในการเข้าทำธุรกรรมสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เป็นต้น ทั้งนี้ จะมีอัตราส่วนการลงทุนเพื่อ EPM สูงสุดไม่เกินร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน 6. กองทุนไทยจะไม่ทำการขายหลักทรัพย์ที่ต้องยืมมาเพื่อการส่งมอบ (Short Sale) ธุรกรรมการขายโดยมีสัญญาซื้อคืน (Repurchase Agreement) และการกู้ยืม เว้นแต่การกู้ยืมเพื่อการบริหารสภาพคล่องของกองทุนรวมตามที่กำหนดไว้ในโครงการจัดการเท่านั้น 7. กองทุนไทยมีประมาณการผลตอบแทนภายใต้สถานการณ์เชิงลบอย่างมากที่สุด (Worst Case Scenario) จากการที่กองทุนไทยและ/หรือกองทุนหลักลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (derivatives) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน และกู้ยืมเพื่อการลงทุน ไม่เกินร้อยละ 100 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน 8. กองทุนไทยอาจพิจารณาลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่น ตามที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนดให้ลงทุนได้ 9. ในกรณีที่บริษัทจัดการเห็นว่า การลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ และ/หรือการลงทุนในกองทุน BlackRock Long Term Private Capital, SCSp (กองทุนหลัก) ไม่เหมาะสมอีกต่อไป เช่น มีการลงทุนไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของกองทุน หรือผลตอบแทนของกองทุนดังกล่าวไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ หรือไม่สามารถลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนดังกล่าวได้อีกต่อไป หรือกองทุนต่างประเทศดังกล่าวมีการกระทำผิดตามความเห็นของหน่วยงานกำกับดูแลของกองทุนต่างประเทศ และ/หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์หรือคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่างๆ จนอาจส่งผลให้การลงทุนในกองทุนต่างประเทศเป็นภาระต่อผู้ลงทุนโดยเกินจำเป็น เป็นต้น และ/หรือในกรณีที่กองทุนหลักได้เลิกโครงการในขณะที่บริษัทจัดการยังดำเนินการบริหารและจัดการลงทุนกองทุนเปิดกรุงศรีไพรเวทแคปปิตอลระยะยาว-ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย เมื่อปรากฏกรณีตามข้อ 9. ข้างต้น บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะดำเนินการพิจารณาคัดเลือกกองทุนต่างประเทศกองทุนใหม่แทนกองทุนเดิม โดยกองทุนต่างประเทศดังกล่าวจะต้องมีนโยบายการลงทุนที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และ/หรือนโยบายการลงทุนของกองทุนเปิดกรุงศรีไพรเวทแคปปิตอลระยะยาว-ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย และมีคุณสมบัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด โดยอาจเป็นกองทุนที่บริหารและจัดการลงทุนโดยบริษัท BlackRock, Inc. หรือไม่ก็ได้ และในการโอนย้ายกองทุนดังกล่าว บริษัทจัดการอาจพิจารณาดำเนินการในครั้งเดียว หรือทยอยโอนย้ายเงินทุน ซึ่งอาจส่งผลให้ในช่วงเวลาดังกล่าวกองทุนอาจมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศมากกว่า 1 กองทุนก็ได้ หากเกิดกรณีใด ๆ ที่ทำให้บริษัทจัดการไม่สามารถดำเนินการคัดเลือกกองทุนต่างประเทศกองทุนใหม่แทนกองทุนเดิมได้ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการเลิกโครงการจัดการกองทุนรวมของกองทุนเปิดกรุงศรีไพรเวทแคปปิตอลระยะยาว-ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย โดยถือว่าได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว โดยจะดำเนินการจำหน่ายหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่เหลืออยู่ของกองทุน เพื่อคืนเงินตามจำนวนที่รวบรวมได้หลังหักค่าใช้จ่ายและสำรองค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องของกองทุน (ถ้ามี) ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน ตามสัดส่วนจำนวนหน่วยลงทุนที่ถือครองต่อจำนวนหน่วยลงทุนที่จำหน่ายแล้วทั้งหมดของกองทุน ทั้งนี้ หากมีการดำเนินการดังกล่าว บริษัทจัดการจะแจ้งให้ผู้ลงทุนทุกรายทราบโดยพลัน และประกาศไว้ที่เว็บไซต์ของบริษัทจัดการ 10. ในกรณีที่กองทุนมีฐานะการลงทุนสุทธิในหน่วยของกองทุนต่างประเทศ (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนหลักไม่มีวัตถุประสงค์การลงทุนในทำนองเดียวกับกองทุนดัชนีหรือ ETF และมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนหลักมีการลดลงในลักษณะดังนี้ (10.1) มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ วันใดวันหนึ่งลดลงมากกว่า 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนหลัก หรือ (10.2) ยอดรวมของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิลดลงในช่วงระยะเวลา 5 วันทำการใดติดต่อกัน คิดเป็นจำนวนมากกว่า 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนหลัก ทั้งนี้ ในกรณีที่กองทุนหลักมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิลดลงในลักษณะดังกล่าว บริษัทจัดการจะดำเนินการดังต่อไปนี้ การดำเนินการ ระยะเวลาดำเนินการ (1) แจ้งเหตุที่กองทุนหลักมีมูลค่าทรัพย์สินลดลง พร้อมแนวทางการดำเนินการของบริษัทจัดการให้สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. และผู้ถือหน่วยลงทุน (แนวทางการดังกล่าวต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ดีที่สุดของผู้ถือหน่วยลงทุนโดยรวม) ภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่มีการเปิดเผย ข้อมูลของกองทุนหลักที่ปรากฏเหตุ (2) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการตาม (1) ต่อผู้ลงทุนทั่วไป (ดำเนินการให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวด้วย) พร้อม (1) (3) ปฏิบัติตามแนวทางการดำเนินการตาม (1) ภายใน 60 วันนับแต่วันที่มีการเปิดเผย ข้อมูลของกองทุนหลักที่ปรากฏเหตุ (4) รายงานผลการดำเนินการตาม (3) ให้สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ทราบ ภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ดำเนินการตาม (3) แล้วเสร็จ 11. บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงประเภทและลักษณะพิเศษของกองทุนรวมในอนาคตให้เป็นกองทุนรวมหน่วยลงทุน (Fund of Funds) หรือกองทุนรวมที่มีการลงทุนโดยตรงในตราสาร และ/หรือหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือสามารถกลับมาเป็นกองทุนรวมฟีดเดอร์ (Feeder Fund) ได้ โดยไม่ทำให้ระดับความเสี่ยงของการลงทุน (risk spectrum) เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาด โดยเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุน อนึ่ง บริษัทจัดการจะดำเนินการแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนดำเนินการเปลี่ยนแปลงประเภทกองทุนรวมดังกล่าว โดยประกาศผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ และเว็บไซต์ของผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (ถ้ามี) สรุปข้อมูลสำคัญที่ผู้ลงทุนควรทราบเกี่ยวกับกองทุน BlackRock Long Term Private Capital, SCSp (กองทุนหลัก): ชื่อกองทุน: BlackRock Long Term Private Capital, SCSp ประเภทของกองทุน: กองทุนหุ้นส่วนที่จัดตั้งขึ้นในรูปแบบ Special Limited Partnership (société en commandite spéciale) ตามกฎหมายของประเทศลักเซมเบิร์ก ซึ่งเป็นกองทุนรวมทรัพย์สินทางเลือกภายใต้หลักเกณฑ์ Alternative Investment Fund Managers Directive (AIFMD) วันที่จัดตั้งกองทุน: 30 มีนาคม 2562 วัตถุประสงค์การลงทุน: กองทุนมีวัตถุประสงค์ที่จะลงทุนเพื่อให้เงินลงทุนเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว โดยมีความเสี่ยงในระดับต่ำกว่าการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Private Equity) ในรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งเน้นการเข้าลงทุนแบบ Leveraged Buyout ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้แก่บริษัทที่เข้าไปลงทุน และเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการเติบโตในระยะยาวของบริษัทเหล่านั้นด้วย ในขณะที่กองทุน BlackRock Long Term Private Capital, SCSp เน้นการลงทุนระยะยาว โดยเข้าลงทุนในบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจมาแล้วเป็นเวลานาน (Family-owned business) ซึ่งเป็นบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และไม่ได้เน้นการลงทุนใน Startup ที่มีความไม่แน่นอนสูงเหมือนกองทุน Private Equity อื่นๆ กลยุทธ์การลงทุน: กองทุนจะลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอตลอดช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งที่มีนัยสำคัญ โดยจะพิจารณาเลือกบริษัทที่เข้าลงทุนจากแหล่งต่างๆ ซึ่งรวมถึงธุรกิจแบบครอบครัวที่ต้องการผู้ร่วมลงทุนในระยะยาวมากกว่าเจ้าของเงินทุนที่เน้นการเร่งสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจ, กองทุนที่ลงทุนในบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ (Private Equity Funds) ที่กำลังจะยกเลิกการลงทุนใน Portfolio Companies ที่มีรายได้จากการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ, บริษัทที่ต้องการขายหุ้นทั้งหมดหรือบางส่วนในบริษัทย่อยที่มีผลกำไรดี และเข้าลงทุนส่วนน้อยในบริษัทที่ต้องการเงินทุนระยะยาวจากผู้ลงทุนที่มีประสบการณ์และเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเข้าถือหุ้นส่วนน้อยด้วยการเสนอเงื่อนไขที่ดีกว่ากรณีปกติ นโยบายการลงทุน: กองทุนมีลักษณะเป็น Special Limited Partnership (société en commandite spéciale) ตามกฎหมายของประเทศลักเซมเบิร์ก ซึ่งจดทะเบียนกับ Luxembourg Trade and Companies Register โดยเป็นกองทุนรวมทรัพย์สินทางเลือกภายใต้หลักเกณฑ์ Alternative Investment Fund Managers Directive (AIFMD) ซึ่งจัดตั้งโดยบริษัท BlackRock, Inc. โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะลงทุนเพื่อให้เงินลงทุนเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว โดยมีความเสี่ยงในระดับต่ำกว่าการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Private Equity) ในรูปแบบดั้งเดิม การลงทุนของกองทุนจะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของทีมผู้จัดการการลงทุนของ BlackRock Alternative Investors ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจหนึ่งของ บริษัท BlackRock Financial Management, Inc. (“Investment Manager”) โดยมี Long Term Private Capital GP S.à r.l. ซึ่งเป็นบริษัทจำกัด หรือ Private Limited Liability Company (société à responsabilité limitée) ที่จัดตั้งในประเทศลักเซมเบิร์ก ทำหน้าที่เป็น Managing General Partner โดยรับผิดชอบการดำเนินงานและการบริหารจัดการของ Partnership กองทุนมีเป้าหมายที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ของการลงทุนโดยเน้นลงทุนเป็นหลักในหุ้นของบริษัทชั้นนำที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง รวมถึงมีปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ อาทิ มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่คู่แข่งเอาชนะได้ยาก สามารถคาดการณ์ได้เกี่ยวกับกระแสเงินสด มีอัตราผลตอบแทนจากส่วนของเจ้าของที่จูงใจและต่อเนื่อง มีทีมผู้บริหารที่มีความสามารถเป็นที่ประจักษ์ และมีปัจจัยเกื้อหนุนหลายประการที่จะส่งเสริมให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ฯลฯ กองทุนกำหนดกลยุทธ์ในการลงทุนโดยตรงในบริษัทต่างๆ (Portfolio Companies) ซึ่งมีมูลค่าระหว่าง 500 ล้าน ถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยการเข้าไปมีอำนาจควบคุมหรือร่วมควบคุมในโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทเหล่านี้เป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการลงทุนของกองทุนที่กำหนดไว้ โดยทีมผู้จัดการกองทุนจะลงทุนในบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าในระยะยาวของบริษัทที่ผู้จัดการกองทุนสามารถเข้าไปมีบทบาทในฐานะ “Active Owner” สำหรับการลงทุนเพื่อบริหารเงินสดนั้น กองทุนอาจลงทุนทั้งโดยตรงและโดยอ้อมเป็นการชั่วคราว และด้วยวิธีการชำระค่าธรรมเนียม (Fee-paying Basis) ในทรัพย์สินที่มีคุณภาพสูง (เป็นตราสารที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำ และมีสภาพคล่องสูง) และมีอายุการถือครองระยะสั้น หรือเครื่องมือทางการเงินเพื่อการบริหารเงินสดอื่นๆ รวมถึงกองทุนต่างๆ ทั้งที่จดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียน กองทุนอาจใช้ดุลยพินิจอย่างสมเหตุผลในการพิจารณาลงทุนเต็มจำนวนหรือบางส่วน ทั้งโดยตรงและ/หรือโดยอ้อมผ่านนิติบุคคลเฉพาะกิจแห่งใดแห่งหนึ่งหรือหลายแห่งที่จัดตั้งขึ้นเพื่อลงทุนใน Portfolio Company Investment มากกว่าหนึ่งแห่ง เพื่อให้มีอำนาจการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากการก่อหนี้ หรือเพื่อดำเนินการในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย การบัญชี ธุรกิจ กฎระเบียบ หรือด้านอื่นๆ ตามที่ผู้จัดการกองทุนเห็นสมควร กองทุนอาจมีการดำเนินธุรกรรม ดังต่อไปนี้ (1) กู้ยืมเงินรวมถึงการจัดหาวงเงินสินเชื่อ (“การกู้ยืม หรือ Borrowings”) และนำรายได้จากการกู้ยืมใดๆ ไปดำเนินการในด้านต่างๆ ได้แก่ (ก) ลงทุนใดๆ หรือชำระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเหล่านั้น (ข) ชำระค่าใช้จ่ายด้านการดำเนินงาน (Operating Expenses) (ค) ชำระค่าภาษี หรือ (ง) ทำธุรกรรมในตราสารอนุพันธุ์ อาทิ Interest Rate Derivatives, Currency Forwards or Options หรือธุรกรรมในการป้องกันความเสี่ยงอื่นๆ และ (2) เข้ารับภาระค้ำประกันที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่ลงทุน (Investment) ใดๆ (หรือกิจการใดๆ ที่เป็นตัวกลางให้กองทุนไปลงทุนในบริษัทต่างๆ (รวมถึงเครื่องมือการลงทุน หรือ Investment Vehicle) (“การค้ำประกัน หรือ Guarantees”) โดยมีข้อแม้ว่าการทำธุรกรรมดังกล่าวจะต้องไม่ทำให้มูลค่าคงค้างของการกู้ยืมและการเข้ารับภาระค้ำประกัน สูงเกินกว่าร้อยละ 25 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ประจำไตรมาสล่าสุดที่มีการรายงาน ซึ่งมีการปรับค่าสำหรับการเรียกระดมเงินลงทุนที่ตกลงกันไว้ (Capital Commitments) ในงวดต่อไป ทั้งนี้ หลังจากวันที่การแก้ไขโครงการมีผลบังคับใช้ กองทุนจะไม่ลงทุนเพิ่มเติมใน Portfolio Company Investments เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้ (1) เป็นการลงทุนที่ได้รับอนุมัติไว้ก่อนวันที่การแก้ไขโครงการมีผลบังคับใช้ หรือมีการลงนามในเอกสารที่มีผลผูกพัน ก่อนวันที่การแก้ไขโครงการมีผลบังคับใช้ดังกล่าว (2) เป็นการลงทุนเพิ่มเติมใน Portfolio Company Investments ที่ผู้จัดการการลงทุนพิจารณาโดยชอบว่ามีความเหมาะสมหรือเพื่อเป็นการรักษา หรือเพิ่มมูลค่าการลงทุนที่มีอยู่เดิมใน Portfolio Company โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่เกินร้อยละ 15 ของยอดรวมเงินผูกพันลงทุนทั้งหมด (Aggregate Capital Commitments) เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจาก Investor Advisory Committee หุ้นส่วนแบบไม่จำกัดความรับผิด (General partner): Long Term Private Capital GP S.à r.l. (General Partner รับผิดชอบการดำเนินงานและการบริหารจัดการ โดยได้แต่งตั้งให้ผู้จัดการกองทุนทรัพย์สินทางเลือก (AIFM) ทำหน้าที่รับผิดชอบงานด้านการบริหารพอร์ตการลงทุนและการบริหารความเสี่ยงของกองทุน) ผู้จัดการกองทุนทรัพย์สินทางเลือก (AIFM) : BlackRock Fund Managers Limited (AIFM อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ AMF ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนของประเทศฝรั่งเศส โดย AIFM มีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารพอร์ตการลงทุนของกองทุน และบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกองทุน) ขนาดธุรกิจและรูปแบบการลงทุน: เน้นการลงทุนโดยตรงในบริษัทต่าง ๆ ซึ่งมีมูลค่าระหว่าง 500 ล้าน ถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยการเข้าไปมีอำนาจควบคุมหรือร่วมควบคุมในโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทเหล่านี้เป็นหลัก โดยจะให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าในระยะยาวของบริษัทที่กองทุนสามารถเข้าไปมีบทบาทในฐานะ “Active Owner” ซึ่งเป็นการนำประสบการณ์จากการมีส่วนร่วมในการลงทุนและการดำเนินงานในกิจการต่าง ๆ ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของผู้เชี่ยวชาญการลงทุนที่มีคุณภาพ และข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลจากแพล็ตฟอร์มของ BlackRock มาประยุกต์ใช้ในการพิจารณาการลงทุน อุตสาหกรรมที่เน้นลงทุน: Consumer, Financial Services, Technology, Media and Telecom (“TMT”), Healthcare, Industrials และ Business Services การป้องกันความเสี่ยง: ผู้จัดการการลงทุนอาจใช้ดุลยพินิจในการดำเนินการป้องกันความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง การใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย หรือด้านเครดิต ดัชนีชี้วัด (Benchmark): ไม่มี อายุโครงการ: 4 ปี นับจากวันที่การแก้ไขโครงการกองทุนหลักมีผลบังคับใช้ โดยอาจขยายอายุโครงการตามดุลยพินิจของ General Partner ได้อีก 2 ครั้ง ๆ ละ 1 ปี ตามดุลยพินิจของ General Partner และได้รับความยินยอมจาก Investor Board ด้วย อื่นๆ: กองทุนหลักอาจมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการลงทุน ประเภทธุรกิจการลงทุน ภูมิภาคที่ลงทุน รวมถึงกลยุทธ์การลงทุนอื่นใดที่ไม่ได้อยู่มีอยู่ ณ วันที่ของหนังสือชี้ชวนฉบับนี้ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนหลัก ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของกองทุนหลัก BlackRock Long Term Private Capital, SCSp* : 1. ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management fee): โดยทั่วไป เรียกเก็บในอัตราไม่เกิน 0.85% ของ NAV ต่อปี โดยจะเรียกเก็บเป็นรายไตรมาส ทั้งนี้ในปี 2568 และปี 2569 ค่าธรรมเนียมการจัดการอาจสูงเกิน 0.85% ของ NAV ต่อปี โดยจะเรียกเก็บสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 40.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีตามลำดับ ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป กองทุนหลักอาจเรียกเก็บในอัตราที่เกินกว่า 0.85% ของ NAV ต่อปีได้หากได้รับการอนุมัติจาก Investor Board 2. ค่าธรรมเนียมจากผลการดำเนินงาน (Performance Fee): 10% ต่อปี ของมูลค่า NAV ที่เปลี่ยนแปลงระหว่างปี โดยจะเรียกเก็บก็ต่อเมื่อกองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าเกณฑ์ (Hurdle rate) ที่ 6% โดยคำนวณจากผลตอบแทนสะสมเฉลี่ยย้อนหลัง 6 ปี (ในปีที่กองทุนยังมีการจัดตั้งไม่ถึง 6 ปี จะเริ่มคำนวณจากวันปิดรับเงินลงทุนครั้งแรก) ทั้งนี้ รูปแบบการชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะใช้วิธีการจ่ายเป็นหน่วยลงทุนแทนการจ่ายเป็นเงิน โดยค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นในแต่ละปีจะถูกสะสมไว้ในบัญชีสำรอง จากนั้นผู้จัดการกองทุนจะจัดสรร 25% ของค่าธรรมเนียมสะสมข้างต้น เพื่อดำเนินการออกเป็นหน่วยลงทุนกลับไปเข้ายังกองทุน ในขณะที่ 75% ที่เหลือจะยังคงไว้ในบัญชีสำรองสำหรับการคำนวณในรอบปีบัญชีถัดไป 3. ค่าธรรมเนียมการลงทุนเพื่อสภาพคล่อง (Liquid investment fee): ไม่เกิน 0.025% ต่อปี ของค่าเฉลี่ยระหว่างมูลค่ายุติธรรมในการลงทุนเพื่อสภาพคล่อง ณ วันทำการสุดท้ายของแต่ละเดือนในไตรมาสนั้น ๆ และวันทำการสุดท้ายของไตรมาสก่อนหน้า โดยจะเรียกเก็บเป็นรายไตรมาส 4. ค่าใช้จ่ายในการปฎิบัติงาน (Operating expense): ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปฎิบัติงาน อาทิ การได้มา การถือครองหรือการขายหลักทรัพย์ ค่าที่ปรึกษาทางกฎหมาย ค่าใข้จ่ายในการออกเสนอขายหลักทรัพย์ (ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางและที่พักที่เกี่ยวข้องกับการเสนอขายหลักทรัพย์ เช่น การเดินทางหรือเข้าร่วมประชุมกับผู้ลงทุนเป้าหมาย) ค่าธรรมเนียมการตรวจสอบบัญชี ค่าใช้จ่ายเพื่อใช้ในการสืบค้น ประเมิน สอบทาน การขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ค่าใข้จ่ายในการจัดทำงบการเงิน รายงานทางภาษีหรือรายงานต่างๆ ค่าธรรมเนียมที่จ่ายให้แก่หน่วยงานรัฐ ค่านายหน้า ค่าคอมมิชชั่น ค่าธรรมเนียมที่จ่ายแก่ธนาคารในการจ่าย รับ การโอนเงิน การแลกเปลี่ยนเงินสกุลต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องร้อง ค่าประกันต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ Partnership หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นใดที่เกี่ยวกับการดำเนินงานของ Partnership แต่ไม่รวมถึงค่าธรรมเนียมในการจัดหา (Placement fee) ซึ่งจะถูกจัดสรรในค่าใช้จ่ายประจำปี โดยจะเรียกเก็บตามสัดส่วนของเงินลงทุนที่อ้างอิงจากจำนวนหน่วยลงทุนที่ถือครองในช่วงเริ่มต้นปีงบการเงิน ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการปฎิบัติงานอาจมีการเปลี่ยนแปลงและไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า *กองทุนหลักอาจเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ของกองทุนได้ อัตราส่วนการลงทุนสูงสุดในธุรกรรมของ BlackRock Long Term Private Capital, SCSp (กองทุนหลัก) ประเภททรัพย์สิน / การทำธุรกรรม อัตราส่วน (% ของ NAV) 1 ธุรกรรมสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ไม่กำหนดอัตราส่วน 2 ธุรกรรมการกู้ยืมเงินเพื่อประโยชน์ในการจัดการลงทุน (Borrowing) ไม่เกิน 25% 3 การขายหลักทรัพย์ที่ต้องยืมหลักทรัพย์มาเพื่อการส่งมอบ (Short Sale) ไม่กำหนดอัตราส่วน 4 หน่วย private equity ไม่กำหนดอัตราส่วน ความเสี่ยงของกองทุนหลัก 1. ความเสี่ยงจากการสูญเสียเงินลงทุน (Capital at risk) มูลค่าของเงินลงทุนและรายได้ที่ได้รับจากการลงทุนดังกล่าวอาจลดลงหรือเพิ่มขึ้นก็ได้ ซึ่งไม่มีการรับประกันใด ๆ ทั้งนี้ ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินลงทุนเริ่มแรกคืน ผลการดำเนินงานในอดีตไม่สามารถบ่งชี้ถึงผลการดำเนินงานในปัจจุบันหรืออนาคตได้อย่างถูกต้อง และไม่ควรเป็นปัจจัยเพียงประการเดียวที่นำมาใช้ในการพิจารณาคัดเลือกผลิตภัณฑ์หรือกลยุทธ์การลงทุน การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศอาจส่งผลให้มูลค่าของการลงทุนลดลงหรือเพิ่มขึ้น ความผันแปรของมูลค่าเงินลงทุนอาจมีมากเป็นพิเศษในกรณีที่เป็นการลงทุนในกองทุนที่มีความผันผวนสูง และมูลค่าของทรัพย์สินที่ลงทุนอาจลดลงอย่างกระทันหันและในอัตราที่สูงมาก นอกจากนี้ ระดับและฐานในการคำนวณภาษีอาจเปลี่ยนแปลงเป็นระยะๆ การลงทุนในกองทุนมีความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงในระดับสูง รวมถึงความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงุทนทั้งหมด การตัดสินใจเพื่อการลงทุนใดๆ ของกองทุนจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวนฯ หรือ Private Offering Memorandum ของกองทุนฉบับล่าสุด เอกสารที่กำหนดขอบเขตและควบคุมการดำเนินงาน (Governing Documents) ของกองทุนและข้อตกลงในการลงทุนของ Limited Partner แต่ละราย ไม่มีการรับประกันว่ากองทุนหรือกลยุทธ์การลงทุนใด ๆ หรือการลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินใด ๆ จะบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ 2. ความเสี่ยงจากการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นที่ไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง (Valuation risk) กองทุนมีการลงทุนในหลักทรัพย์และทรัพย์สินอื่น ๆ ซึ่งไม่มีมูลค่าตลาดที่สามารถประเมินได้ในทันที ในกรณีเช่นนี้ AIFM จะกำหนดมูลค่ายุติธรรม (Fair Value) ของหลักทรัพย์และทรัพย์สินเหล่านี้โดยวิธีการพิจารณาอย่างสมเหตุผล ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ และอาจมีการใช้โมเดลในการคำนวณราคา (Pricing Model) ที่พัฒนาขึ้นเป็นการภายใน การประเมินมูลค่าของหลักทรัพย์และทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ไม่มีสภาพคล่อง โดยเนื้อแท้แล้วจึงขึ้นอยู่กับความเห็นส่วนบุคคล และมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากการที่ข้อมูลที่ใช้ในการประเมินมูลค่าหรือที่ใช้ในการสร้างโมเด็ลสำหรับการคำนวณราคาอาจไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอื่น ๆ การที่ปัจจัยด้านตลาดที่เกี่ยวข้องมีมากมายหลายชนิด ประกอบกับลักษณะของหลักทรัพย์และทรัพย์สินที่กองทุนจะทำการลงทุน ทำให้ไม่สามารถรับประกันได้ว่ามูลค่าใด ๆ ที่มีการกำหนดขึ้นจะเป็นมูลค่าที่แท้จริงที่กองทุนจะได้รับ เมื่อมีการจำหน่ายหลักทรัพย์และทรัพย์สินที่ลงทุนไว้เมื่อถึงเวลา หรือเมื่อมีการจำหน่ายหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินเหล่านี้อย่างปัจจุบันทันด่วน 3. แม้ว่ากองทุนหลักมีกำหนดอายุรวม 6 ปีโดยประมาณ แต่กองทุนหลักอาจเลิกกองทุนก่อนเวลาดังกล่าวหากจำหน่าย Portfolio Company Investments จนหมดหรือเมื่อมีเหตุการณ์ LP Termination Event หรือเหตุอื่นใดตามข้อกำหนดของกองทุนหลัก 4. Limited Partners ไม่สามารถไถ่ถอนส่วนได้เสียของเงินลงทุนของตนได้ตามความต้องการ (Limited Partners will not be allowed to voluntarily withdraw their Interests) ด้วยเหตุนี้ วิธีเดียวที่ Limited Partners จะสามารถรับรู้ผลตอบแทนจากการลงทุนใน Partnership หรือได้รับผลตอบแทนจากกเงินลงทุนคือการโอนส่วนได้เสียของตน อย่างไรก็ตาม ส่วนได้เสียของผู้ลงทุนมีข้อจำกัดในการโอน และยังไม่มีการรับประกันว่าจะมีตลาดที่รองรับการซื้อหรือขายส่วนได้เสียดังกล่าวเกิดขึ้นในอนาคต 5. ไม่มีการรับประกันผลตอบแทนจากการลงทุน (No Assurance of Investment Return) ไม่สามารถรับประกันได้ว่ากองทุนจะสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับ Limited Partner ได้ แม้ว่าการลงทุนเหล่านี้จะประสบความสำเร็จ แต่คาดว่าผลตอบแทนที่กองทุนได้รับจะถูกนำไปลงทุนต่อ ดังนั้น กองทุนจึงไม่สร้างผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงให้กับ Limited Partner เว้นเสียแต่ว่า Limited Partner ดังกล่าวจะโอนส่วนได้เสียของตนออกไป อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะมีตลาดที่รองรับการซื้อหรือขายส่วนได้เสียดังกล่าว ดังนั้น Limited Partners อาจไม่สามารถได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนของตนในกองทุน นอกจากนี้ แม้ว่าจะมีผลตอบแทนเกิดขึ้น ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่า ผลตอบแทนเหล่านี้จะได้สัดส่วนกับความเสี่ยงในการลงทุนในบริษัทและการทำธุรกรรมต่าง ๆ ตามเป้าหมายที่กองทุนวางไว้ 6. ความยากลำบากในการกำหนดบริษัทที่เหมาะสมต่อการลงทุน (Difficulty of Locating Suitable Investment) ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะมีจำนวนบริษัทที่เหมาะสมต่อการลงทุนมากเพียงพอสำหรับให้กองทุนนำเงินร่วมลงทุนทั้งหมดไปลงทุนเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการลงทุนที่ตั้งไว้ หรือรับประกันว่ากองทุนจะประสบผลสำเร็จจากการลงทุนในบริษัทเหล่านี้ โดยทั่วไปจำนวนบริษัทที่เหมาะสมต่อการลงทุนจะขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด และในบางกรณีก็ขึ้นอยู่กับภาวการณ์ด้านกฎระเบียบหรือการเมืองในขณะนั้น 7. การลงทุนในบริษัทที่มีหนี้อยู่ในโครงสร้างเงินทุน (Leveraged Portfolio Companies) กองทุนอาจลงทุนในบริษัท (Portfolio Company) ที่มีโครงสร้างเงินทุนประกอบด้วยหนี้สินในระดับสูง หรือที่มีการก่อหนี้ การก่อหนี้อาจมีผลกระทบสำคัญที่ไม่พึงประสงค์ต่อ Portfolio Companies เหล่านี้ รวมถึงกองทุนในฐานะผู้ลงทุนโดยตรงหรือโดยอ้อมในบริษัทเหล่านี้ จำนวนเงินกู้ยืมของ Leveraged Companies และอัตราดอกเบี้ยของเงินกู้ยืมซึ่งอาจมีความผันผวนเป็นระยะ ๆ รวมถึงค่าธรรมเนียมและต้นทุนในการกู้ยืมอื่น ๆ อาจมีผลกระทบอย่างมากต่อผลการดำเนินงานของ Leveraged Companies ดังกล่าว และบริษัทเหล่านี้อาจต้องปฏิบัติตามข้อตกลงทางการเงินและการดำเนินงานที่มีข้อจำกัด และการกู้ยืมยังทำให้ความสามารถในการระดมเงินทุนเพื่อการดำเนินงานและการลงทุนในอนาคตของบริษัทเหล่านี้ลดลง นอกจากนี้ แม้ว่าบริษัทเหล่านี้อาจสามารถก่อหนี้ได้ รวมถึงการกู้ยืมจากกองทุน เงินที่ได้รับจากการก่อหนี้ดังกล่าวอาจถูกนำไปจ่ายเป็นเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นและไม่ถูกนำไปลงทุนในทรัพย์สินเพื่อการดำเนินงานหรือทรัพย์สินทางการเงิน หรือมิฉะนั้นก็ถูกเก็บเอาไว้ ดังนั้น ความสามารถของบริษัทเหล่านี้ในการปรับตัวให้สอดคล้องกับภาวะธุรกิจและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงหรือโอกาสทางธุรกิจอาจมีจำกัด รายได้และทรัพย์สินสุทธิของ Leveraged Company มักจะมีความผันผวนในอัตราที่สูงกว่ากรณีที่มิได้นำเงินที่กู้ยืมมาไปใช้ นอกจากนี้ Portfolio Company ที่มีลักษณะโครงสร้างเงินทุนที่อาศัยหนี้สิน จะมีความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจที่ไม่พึงปรารถนา อาทิ การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยอย่างมีนัยสำคัญ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง หรือการเสื่อมถอยของกิจการของ Portfolio Company หรืออุตสาหกรรมที่บริษัทนั้น ๆ ดำเนินธุรกิจอยู่ ในกรณีที่ Portfolio Company ใด ๆ ไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดเพื่อชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยได้อย่างพอเพียง มูลค่าการลงทุนในหุ้นของ Portfolio Company ดังกล่าวจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญหรืออาจสูญหายไปเลยก็เป็นได้ คำอธิบายศัพท์ : Cornerstone investors คือ ผู้ลงทุนหลักโดยเฉพาะเจาะจง ที่มีการลงทุนในการระดมทุนรอบแรกด้วยมูลค่าตั้งแต่ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป และต้องไม่ใช่บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับ BlackRock, หุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด (General Partner), ผู้จัดการการลงทุน พนักงานหรือบัญชีอื่นใดที่บริหารโดย BlackRock และไม่มีการโอนหน่วยลงทุนของกองทุนหลักก่อนครบ 5 ปีนับถัดจากวันระดมทุนรอบแรก หรือมีการโอนหน่วยลงทุน (ยกเว้นการโอนให้กลุ่มบุคคลในเครือ) ของกองทุนหลักเมื่อครบหรือภายหลังครบรอบ 5 ปีภายหลังการระดมทุนรอบแรกจนทำให้มูลค่าเงินลงทุนในกองทุนหลักต่ำกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หมายเหตุ: (1) ข้อความในส่วนของกองทุน BlackRock Long Term Private Capital, SCSp ได้ถูกคัดเลือกมาเฉพาะส่วนที่สำคัญและจัดแปลมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ ดังนั้น ในกรณีที่มีความแตกต่างหรือไม่สอดคล้องกับต้นฉบับภาษาอังกฤษ ให้ถือตามต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นเกณฑ์ (2) ในกรณีที่กองทุนหลักมีการแก้ไขเพิ่มเติมโครงการจัดการซึ่งบริษัทจัดการเห็นว่าไม่มีนัยสำคัญ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะแก้ไขเพิ่มเติมโครงการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของกองทุนหลัก โดยถือว่าได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว อัตราส่วนการลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น เพื่อเป็นทรัพย์สินของกองทุนรวมในประเทศและต่างประเทศ: อัตราส่วนการลงทุนที่คำนวณตามประเภททรัพย์สิน (product limit) ข้อ ประเภททรัพย์สิน อัตราส่วน (% ของ NAV) 1. เงินฝากหรือตราสารเทียบเท่าเงินฝาก ตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่นิติบุคคลตามกฎหมายไทย (ไม่รวมถึงสาขาในต่างประเทศของนิติบุคคลดังกล่าว) เป็นผู้ออก ผู้สั่งจ่าย หรือคู่สัญญา ดังนี้ 1.1 ธนาคารหรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น 1.2 ธนาคารพาณิชย์ 1.3 บริษัทเงินทุน 1.4 บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ 1.5 บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (ไม่รวมถึงทรัพย์สินที่กองทุนรวมได้รับโอนกรรมสิทธิ์มาจากคู่สัญญาตาม reverse repo หรือ securities lending หรือ derivatives) - รวมกันไม่เกิน 45% เฉลี่ยในรอบปีบัญชี เว้นแต่เป็นกองทุนรวมที่มีอายุโครงการน้อยกว่า 1 ปี ให้เฉลี่ยตามรอบอายุกองทุน - อัตราข้างต้นไม่ใช่กับกองทุนรวมที่อายุโครงการคงเหลือน้อยกว่าหรือเท่ากับ 6 เดือน ทั้งนี้ เฉพาะกองทุนรวมที่มีอายุโครงการมากกว่าหรือเท่ากับ 1 ปี 2. หน่วย private equity ไม่จำกัดอัตราส่วน 3. ธุรกรรมสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ไม่จำกัดอัตราส่วน 4. ธุรกรรมการกู้ยืมเงินเพื่อประโยชน์ในการจัดการลงทุน ไม่เกิน 25% ของ NAV 5. การขายหลักทรัพย์ที่ต้องยืมหลักทรัพย์มาเพื่อการส่งมอบ (short sale) ไม่จำกัดอัตราส่วน หมายเหตุ : สำหรับการลงทุนในเงินฝากหรือตราสารเทียบเท่าเงินฝากเพื่อการดำเนินงานของกองทุนรวม ไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับ product limit
Actual charged, per year
Investment policy as filed with SEC Thailand.
actual = what the AMC currently charges · max = prospectus ceiling (no actual reported). Annual fees aren’t additive with one-time fees.