First Plus India Equity FIF
FIRST PLUS ASSET MANAGEMENT (THAILAND) COMPANY LIMITED · Equity · settlement T+5
↳ Invests in Manulife Global Fund - India Equity Fund · ลักเซมเบิร์ก
✨Invests primarily in the Manulife Global Fund - India Equity Fund, focusing on Indian equities across various industries.
(1) กองทุนเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียวเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน คือ Manulife Global Fund – India Equity Fund (กองทุนหลัก) บริหารจัดการโดย Manulife Investment Management (Hong Kong) Limited และเป็นกองทุนที่จดทะเบียนจัดตั้งและซื้อขายในประเทศลักเซมเบิร์ก ซึ่งอยู่ภายใต้ UCITS และการกำกับดูแลของหน่วยงานกำกับดูแลด้านหลักทรัพย์และตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกสามัญของ International Organization of Securities Commission (IOSCO) บริษัทจัดการจะพิจารณาเลือกลงทุนใน Share Class I2 (USD) ของกองทุนหลัก โดยจะนำเงินบาทไปลงทุนในหน่วยลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และกองทุนหลักนำเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไปลงทุนในหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นสกุลเงินรูปีอินเดีย อย่างไรก็ดี บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการพิจารณาเลือกลงทุนใน Share Class ประเภทอื่นๆ และ/หรือสกุลเงินอื่นใด หากมีการเปลี่ยนแปลงโดยกองทุนหลักในอนาคตตามความเหมาะสม เพื่อประโยชน์ในการดำรงวัตถุประสงค์ของการบริหารจัดการกองทุนให้เป็นไปตามที่ได้ระบุในหนังสือชี้ชวนนี้ ซึ่งไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ถือหน่วยลงทุน รวมถึงไม่ทำให้ผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยถือว่าได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว ซึ่งบริษัทจัดการจะดำเนินการแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบโดยเร็วผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการและ/หรือช่องทางอื่นตามความเหมาะสม กองทุนหลักมีนโยบายเน้นการลงทุนส่วนใหญ่ในตราสารทุน หรือที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุนของบริษัทต่างๆ ครอบคลุมในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมของเศรษฐกิจประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอินเดีย หรือตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ โดยปกติกองทุนหลักจะไม่ใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FX hedging) จึงอาจมีความเสี่ยงสูงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินจากการที่กองทุนไทยนำเงินบาทไปลงทุนในหน่วยลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ของกองทุนหลัก และกองทุนหลักนำเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไปลงทุนในหลักทรัพย์ซึ่งเป็นสกุลเงินรูปีของประเทศอินเดีย และ/หรือสกุลเงินอื่นๆ ที่กองทุนเข้าลงทุน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนได้รับเงินต้นคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ หรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ ทั้งนี้ ในอนาคตกองทุนหลัก อาจใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงดังกล่าวโดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทจัดการ ซึ่งอาจมีต้นทุนสำหรับการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยง โดยทำให้ผลตอบแทนของกองทุนโดยรวมลดลงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้ กองทุนหลักอาจพิจารณาลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกองทุน (Efficient Portfolio Management) ในบางขณะได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน เช่น การลงทุนในใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) และ/หรือการทำสัญญาสวอป และ/หรือสัญญาออปชั่น และ/หรือสัญญาฟอร์เวิร์ด เป็นต้น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุน (2) นอกจากการลงทุนในต่างประเทศข้างต้นแล้ว ส่วนที่เหลือกองทุนอาจพิจารณาลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นหรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนดหรือเห็นชอบให้กองทุนลงทุนได้ ทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ ในส่วนของการลงทุนในประเทศ กองทุนจะไม่ลงทุนในตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Notes) สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารกองทุน (Efficient Portfolio Management) ตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (Non-investment grade) และตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated securities) และตราสารทุนของบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Unlisted securities) อย่างไรก็ตาม กองทุนอาจมีไว้ซึ่งตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (Non-investment grade) เฉพาะกรณีที่ตราสารหนี้นั้นได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่สามารถลงทุนได้ (Investment grade) ขณะที่กองทุนลงทุนเท่านั้น (3) โดยปกติกองทุนจะไม่ทำการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FX hedging) แต่ในอนาคตกองทุนอาจจะทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน (dynamic hedging) ซึ่งบริษัทจัดการจะปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ก.ล.ต. หรือสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด ทั้งนี้ บริษัทจัดการจะแจ้งให้ผู้ลงทุนทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศไม่น้อยกว่า 15 วัน โดยปิดประกาศไว้ที่สำนักงานของบริษัทจัดการและผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน หรือแจ้งผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์และลงประกาศในเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ (4) ในภาวะปกติกองทุนจะนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุน อย่างไรก็ดี การดำรงอัตราส่วนการลงทุนในต่างประเทศตามที่ระบุไว้ข้างต้น จะไม่นำมาบังคับใช้ในช่วงระหว่างรอการลงทุนซึ่งมีระยะเวลาประมาณ 30 วันนับตั้งแต่วันจดทะเบียนกองทรัพย์สินเป็นกองทุน ดังนั้น จึงอาจมีบางขณะที่กองทุนไม่สามารถลงทุนให้เป็นไปตามอัตราส่วนการลงทุนที่กำหนดไว้ข้างต้นได้ (5) ในกรณีที่บริษัทจัดการเห็นว่าการลงทุนในกองทุนหลัก ไม่เหมาะสมอีกต่อไป อาทิเช่น เมื่อผลตอบแทนของกองทุนหลักต่ำกว่าผลตอบแทนของกองทุนรวมต่างประเทศอื่นๆ ที่มีนโยบายในการบริหารจัดการใกล้เคียงกันติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรือต่ำกว่าผลตอบแทนของกองทุนรวมต่างประเทศอื่นๆ ที่มีนโยบายในการบริหารจัดการใกล้เคียงกันอย่างเห็นได้ชัด และ/หรือ เมื่อพบว่าการบริหารจัดการของกองทุนหลัก ไม่เป็นไปตามที่ระบุไว้หรือที่สัญญาไว้กับผู้ลงทุน และ/หรือเมื่อกองทุนหลักดังกล่าวกระทำความผิดร้ายแรงโดยหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศนั้นๆ ให้ความเห็นว่าได้กระทำความผิดดังกล่าวจริง และ/หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์หรือสามารถคาดการณ์ได้ว่า จะเกิดการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่างๆ จนอาจส่งผลให้การลงทุนในกองทุนหลัก เป็นภาระต่อผู้ลงทุนเกินความจำเป็น และ/หรือกองทุนหลักปิดหรือยกเลิกไม่ว่าด้วยใจสมัครหรือด้วยเหตุตามกฎหมายก็ตาม เป็นต้น บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะนำเงินลงทุนของกองทุนไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศอื่นใดที่มีนโยบายการลงทุนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และ/หรือนโยบายการลงทุนของกองทุน ซึ่งอาจเป็นกองทุนต่างประเทศที่บริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนกลุ่มอื่น ๆ ที่มิใช่ผู้จัดการกองทุนหลักในปัจจุบันก็ได้ และในการโอนย้ายกองทุนดังกล่าว บริษัทจัดการอาจพิจารณาดำเนินการในครั้งเดียวหรือทยอยโอนย้ายเงินทุนซึ่งอาจส่งผลให้ในช่วงเวลาดังกล่าว กองทุนอาจมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศมากกว่า 1 กองทุน โดยถือว่าได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว ทั้งนี้ บริษัทจัดการจะส่งหนังสือแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนวันที่จะมีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว (6) ในกรณีที่กองทุนหลักมีการลงทุนในตราสาร SIP (Specific Investment Products) เกินกว่าอัตราส่วนการลงทุนตามที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด บริษัทจัดการจะทำการปรับลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุนหลักเพื่อให้การลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินดังกล่าวมีอัตราส่วนการลงทุนรวมกันทั้งหมดไม่เกินร้อยละ 15 ของกองทุนเปิด เฟิร์ส พลัส อินเดีย อิควิตี้ เอฟไอเอฟ ดังนี้ บริษัทจัดการจะปรับลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุนหลัก “Manulife Global Fund - India Equity Fund” (Share Class I2) ภายใน 15 วันทำการนับแต่วันที่รับทราบเหตุการณ์ดังกล่าว ยกเว้นกรณีที่เกิดจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ หรือกรณีจำเป็นและสมควรที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาข้างต้น บริษัทจัดการจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้อัตราส่วนการลงทุนในหลักทรัพย์ดังกล่าวเกินกว่าร้อยละ 15 ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนเปิด เฟิร์ส พลัส อินเดีย อิควิตี้ เอฟไอเอฟ ทั้งนี้ หากการดำเนินการปรับสัดส่วนการลงทุนในกองทุนหลักข้างต้น ส่งผลให้การลงทุนหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนหลักโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีน้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะดำเนินการเปลี่ยนกองทุนหลักใหม่โดยมีหลักเกณฑ์หรือวิธีการทำนองเดียวกับที่กำหนดไว้ในข้อ (5) ข้างต้น หากเกิดกรณีใดๆ ที่ทำให้บริษัทจัดการไม่สามารถดำเนินการคัดเลือกกองทุนรวมในต่างประเทศกองทุนใหม่แทนกองทุนเดิมได้ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะดำเนินการเลิกกองทุน โดยจะดำเนินการจำหน่ายหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินที่เหลืออยู่ของกองทุนเพื่อคืนเงินตามจำนวนที่รวบรวมได้หลังหักค่าใช้จ่ายและสำรองค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องของกองทุน (ถ้ามี) ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนตามสัดส่วนจำนวนหน่วยลงทุนที่ถือต่อจำนวนหน่วยลงทุนที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด (7) ในกรณีที่กองทุนมีการลงทุนในกองทุนหลักไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนหลักนั้น หากปรากฏว่ากองทุนหลักดังกล่าวมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิลดลงในลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังต่อไปนี้ บริษัทจัดการจะดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ประกาศกำหนด (7.1) มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ณ วันใดวันหนึ่งลดลงเกินกว่าสองในสามของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนหลัก (7.2) ยอดรวมของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนหลักลดลงในช่วงระยะเวลาห้าวันทำการใดติดต่อกัน คิดเป็นจำนวนเกินกว่าสองในสามของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนหลัก เงื่อนไข ในกรณีที่กองทุนหลักมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิลดลงในลักษณะดังกล่าวบริษัทจัดการดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) แจ้งเหตุที่กองทุนหลักมีมูลค่าทรัพย์สินลดลง พร้อมแนวทางการดำเนินการโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ดีที่สุดของผู้ถือหน่วยลงทุนโดยรวม ให้สำนักงานและผู้ถือหน่วยลงทุนทราบภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ปรากฏเหตุ (2) ดำเนินการตามแนวทางการดำเนินการตามข้อ (1) ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ปรากฏเหตุ (3) รายงานผลการดำเนินการให้สำนักงานทราบภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ดำเนินการแล้วเสร็จ (4) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของกองทุนรวมตามข้อ (1) ต่อผู้ที่สนใจจะลงทุนเพื่อให้ผู้ที่สนใจจะลงทุนรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับสถานะของกองทุนรวม บริษัทจัดการกองทุนรวมจะดำเนินการให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ระยะเวลาในการดำเนินการตามข้อ (2) บริษัทจัดการสามารถขอผ่อนผันต่อสำนักงาน (8) ในการคำนวณสัดส่วนการลงทุนของกองทุนตามการจัดแบ่งประเภทของกองทุน บริษัทจัดการอาจไม่นับช่วงระยะเวลาดังนี้รวมด้วย ทั้งนี้ โดยจะคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ (1) ช่วงระยะเวลา 30 วันนับแต่วันที่จดทะเบียนเป็นกองทุนรวม (2) ช่วงระยะเวลา 30 วันก่อนเลิกกองทุนรวม (3) ช่วงระยะเวลาที่ต้องใช้ในการจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุนเนื่องจากได้รับคำสั่งขายคืน หรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน หรือมีการสิ้นสุดสมาชิกภาพ หรือมีการโอนย้ายกองทุนจำนวนมาก หรือเพื่อรอการลงทุน ทั้งนี้ ต้องไม่เกินกว่า 10 วันทำการ กองทุน Manulife Global Fund – India Equity Fund มีลักษณะสำคัญดังต่อไปนี้ ชื่อกองทุน Manulife Global Fund - India Equity Fund (Share Class I2) จดทะเบียนจัดตั้งที่ ประเทศลักเซมเบิร์ก วันที่จัดตั้งกองทุน 30 พฤศจิกายน 2549 ประเภทกองทุน ตราสารทุน วัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุน กองทุนมีเป้าหมายที่จะสร้างมูลค่าเงินลงทุนให้เติบโตในระยะยาวสำหรับผู้ที่สามารถลงทุนในระยะยาวและยอมรับความผันผวนของมูลค่าเงินลงทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ พอร์ตการลงทุนของกองทุนส่วนใหญ่จะประกอบด้วยการลงทุน (อย่างน้อยร้อยละ 70 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ) ในตราสารทุนและหลักทรัพย์ที่อ้างอิงกับตราสารทุนของบริษัทซึ่งครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector) ต่างๆ ของเศรษฐกิจในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งในอินเดียหรือตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ โดยตราสารทุนและหลักทรัพย์ที่อ้างอิงกับตราสารทุนนั้นรวมถึงหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิและใบสำคัญแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิง สำหรับทรัพย์สินส่วนที่เหลือของกองทุนอาจรวมถึงพันธบัตรและเงินฝาก ทั้งนี้ การลงทุนในตลาดอินเดียอาจทำผ่าน Foreign Portfolio Investor หรือ “FPI” ซึ่งจดทะเบียนกับหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศอินเดีย โดย FPI ดังกล่าวนี้สามารถเป็นได้ทั้ง Manulife Global Fund หรือผู้จัดการการลงทุน กองทุนจะลงทุนเป็นไปตามวัตถุประสงค์และกลยุทธ์การลงทุนซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ อาจจะลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่งหรือกลุ่มอุตสาหกรรม (sector) ใดกลุ่มอุตสาหกรรมหนึ่งและในหลักทรัพย์ของผู้ออกที่มีขนาดมูลค่าตามราคาตลาดเท่าใดก็ได้โดยไม่จำกัดสัดส่วนของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ดังนั้น กองทุนอาจลงทุนมากกว่าร้อยละ 30 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิในหลักทรัพย์ของบริษัทที่มีขนาดกลางและขนาดเล็กด้วยเช่นกัน โดยอาจจะลงทุนในสกุลเงินใดก็ได้ อย่างไรก็ตามจะลงทุนในสกุลเงินรูปีเป็นหลัก ทั้งนี้ กองทุนจะไม่ลงทุนมากกว่าร้อยละ 10 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิในหลักทรัพย์ที่ออกหรือรับประกันโดยภาครัฐใดภาครัฐหนึ่ง (รวมถึงรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานภาครัฐหรือรัฐบาลท้องถิ่น) ซึ่งมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับที่สามารถลงทุนได้ (เช่น ต่ำกว่าอันดับ Baa3 ของ Moody’s หรือ BBB- ของ S&P หรือ Fitch) ปัจจัยความเสี่ยงหลัก (1) ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic Risk Factors) : การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงหรือการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยอาจส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจงหรือตลาดซึ่งกองทุนหลักอาจเข้าลงทุน (2) ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก (Global Commodity Prices) : พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจงหรือตลาดซึ่งกองทุนหลักอาจลงทุน อาจเป็นผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่และการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าดังกล่าวอาจส่งผลต่อกำไร (margins) สำหรับบริษัทที่อยู่ในพื้นที่นั้น (3) ความเสี่ยงด้านราคาน้ำมัน (Oil Price Risks) : พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจงหรือตลาดซึ่งกองทุนหลักอาจลงทุนอาจเกิดการขาดแคลนด้านพลังงานอย่างหนัก และราคาน้ำมันอาจปรับตัวสูงขึ้นอย่างฉับพลันและต่อเนื่องซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการค้าและสถานะในการแข่งขัน (4) ความเสี่ยงด้านนโยบายรัฐบาล (Government Policy Risks) : ในบางรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคซึ่งกองทุนหลักอาจลงทุนอาจรับเอานโยบายทางเศรษฐกิจแบบเสรีและแบบผ่อนคลายมาใช้ ซึ่งในทางกลับกัน การปล่อยเสรีนี้อาจส่งผลให้ความเสี่ยงในภูมิภาคเพิ่มขึ้นได้ (5) ความเสี่ยงด้านการควบคุมราคา (Risk of Price Controls) : ในบางรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคซึ่งกองทุนหลักอาจลงทุนมีการควบคุมราคาสินทรัพย์บางอย่างและอาจทำหน้าที่ควบคุมราคาสินค้าหรือบริการโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำไรส่วนต่างของบริษัทผู้รับการลงทุนได้ (6) ความเสี่ยงด้านการควบคุมตลาดหุ้น (Risk of Stock Market Controls) : กฎเกณฑ์ของตลาดหุ้นที่กำลังค่อยๆ พัฒนาในบางตลาดหรือเขตเศรษฐกิจนั้น มีความเสี่ยงว่ากฎระเบียบดังกล่าวอาจจะเพิ่มขึ้นจนส่งผลกระทบต่อราคาซื้อขายหรือเสรีภาพในการซื้อขายหุ้น ซึ่งจำกัดความสามารถในการเข้าทำราคาของเงินลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อกองทุนหลัก (7) ความเสี่ยงจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Risks) : นอกเหนือจากความเกี่ยวพันในบางตลาดหรือเขตเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้องเป็นวงกว้างซึ่งกองทุนหลักอาจลงทุนอยู่ ในบางตลาดหรือบางเขตเศรษฐกิจอาจถูกมองโดยทั่วไปว่าเป็นตลาดเกิดใหม่ ทั้งนี้ ในบางระดับ ความไม่มีเสถียรภาพในตลาดการเงินโลกอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดเกิดใหม่และส่งผลต่อภูมิภาคซึ่งถือเป็นตลาดเกิดใหม่ด้วยเช่นกัน (8) ความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์การเมือง (Geopolitical Risks) : นอกเหนือจากความเกี่ยวพันในบางตลาดหรือเขตเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคทางภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้องเป็นวงกว้างซึ่งกองทุนหลักอาจลงทุนอยู่ ในบางภูมิภาคในอดีตเคยถูกพิจารณาว่าเป็นส่วนที่ไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก จึงอาจเกิดความขัดแย้งระดับภูมิภาคได้ในบางโอกาส เช่นเดียวกับผลกระทบจากภัยคุกคามของผู้ก่อการร้ายทั่วโลก ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่ความไม่แน่นอนทางภูมิศาสตร์การเมืองสามารถส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของตลาดในภูมิภาคได้ (9) ความเสี่ยงจากการปรับลดความน่าเชื่อถือ (Credit Downgrades) : การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือใดๆ ของบางตลาดในภูมิภาคอาจส่งผลกระทบให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อหุ้นส่วนการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ทางภูมิศาสตร์หรือตลาดซึ่งกองทุนหลักอาจลงทุนอยู่ (10) ความเสี่ยงจากการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Foreign Exchange Risks) : ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจงหรือตลาดซึ่งกองทุนหลักอาจลงทุนอาจเป็นทั้งผู้นำเข้าหนักของวัตถุดิบและผู้ส่งออกที่สำคัญของทรัพยากรมนุษย์ สินค้า และบริการ ความผันผวนใดๆ ของตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจึงอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าเงินลงทุนที่กองทุนหลักเข้าลงทุนได้ (11) ความเสี่ยงด้านตลาดแรงงาน (Labour Market Risks) : ค่าแรงงานที่ต่ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อการได้เปรียบในการแข่งขันสำหรับหลายบริษัทในเขตเศรษฐกิจหรือตลาดเกิดใหม่ และเป็นแรงผลักดันต่อกระแสเงินทุน การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับกฎหมายค่าแรงจึงอาจส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทเหล่านั้น รวมถึงราคาหุ้นของบริษัทเหล่านั้นด้วย (12) ความเสี่ยงกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Regulation Risks) : กฎระเบียบเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมได้ถูกพิจารณาว่าค่อนข้างหละหลวมในตลาดหรือเขตเศรษฐกิจเกิดใหม่เป็นส่วนใหญ่ การเพิ่มขึ้นใดๆ ของกฎหมายที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจึงอาจส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมในตลาดหรือเขตเศรษฐกิจเหล่านี้ได้ กองทุนหลักจะลงทุนในตลาดอินเดียผ่าน FII (Foreign Institutional Investors) ซึ่งควบคุมโดย The Securities and Exchange Board of India Foreign Institutional Investors Regulation, 1995 การลงทุนที่ผ่านสถานะของ FII ดังกล่าวอาจถูกจำกัดให้เป็นไปตามกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่ถูกกำหนดในขณะนั้นโดยผู้มีอำนาจของอินเดียหรือคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์อินเดีย ทั้งนี้ ผู้ลงทุนควรรับทราบความเสี่ยงใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ดังกล่าว สกุลเงิน ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (USD) อายุโครงการ ไม่กำหนด Benchmark MSCI India 10/40 Index มูลค่าขั้นต่ำของการสั่งซื้อ ครั้งแรก ไม่กำหนด มูลค่าขั้นต่ำของการสั่งซื้อ ครั้งถัดไป ไม่กำหนด มูลค่าขั้นต่ำการถือหน่วยลงทุน (Minimum Holding) ไม่กำหนด ผู้จัดการกองทุน Manulife Investment Management (Hong Kong) Limited วันที่เสนอขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุน ทุกวันทำการ ภายในเวลา 13.00 น. ของประเทศลักเซมเบิร์ก ผู้จัดจำหน่ายทั่วไป Manulife Investment Management International Holdings Limited ผู้รับฝากทรัพย์สิน ผู้ปฏิบัติการด้านกองทุน นายทะเบียนกองทุน และ ตัวแทนการชำระเงิน Citibank Europe plc. (Luxembourg Branch) ผู้สอบบัญชีกองทุน PricewaterhouseCoopers Société coopérative ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่างๆ ของกองทุนหลัก : ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากผู้ซื้อหรือผู้ถือหน่วยลงทุน (ร้อยละของมูลค่าหน่วยลงทุน) ค่าธรรมเนียมการซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก (Initial Charge) ไม่มี* ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (Redemption Charge) ไม่มี ค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน (Switching Charge) ไม่เกิน 1% ของราคารับซื้อคืนหน่วยลงทุน ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม (ร้อยละต่อปีของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม) ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) 0.90%** ค่าธรรมเนียมผู้รับฝากทรัพย์สิน ประมาณ 0.003% ถึง 0.40% ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอื่นๆ (1) ค่าธรรมเนียมผู้ปฏิบัติการด้านกองทุน นายทะเบียนกองทุนและตัวแทนการชำระเงิน (Administrator, Registrar, Listing Agent, Paying Agent and Transfer Agent) ไม่เกิน 0.5% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอื่นๆ (2) ค่าธรรมเนียมการปรับมูลค่าหน่วยลงทุน (Swing Pricing) สูงสุดไม่เกิน 2.00% ของ NAV ต่อหน่วย (NAV per Share) (3) ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ (Other Expenses) ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (4) แหล่งข้อมูล : อ้างอิงข้อมูลใน Prospectus ของ Manulife Global Fund * กองทุนหลักได้มีการปรับปรุงหนังสือชี้ชวน โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก (initial charge) สำหรับ Share Class I2 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป ** กองทุน Manulife Global Fund – India Equity Fund (Share Class I2) จะคืน (rebate) ค่าธรรมเนียมการจัดการให้แก่กองทุนเปิด เฟิร์ส พลัส อินเดีย อิควิตี้ เอฟไอเอฟ ในอัตราร้อยละ 0.40 ต่อปีของมูลค่าเงินลงทุนในกองทุน Manulife Global Fund – India Equity Fund (Share Class I2) โดยเก็บเข้าเป็นทรัพย์สินของกองทุนเปิด เฟิร์ส พลัส อินเดีย อิควิตี้ เอฟไอเอฟ ทั้งนี้ การคืนค่าธรรมเนียมดังกล่าวอาจปรับเปลี่ยนได้ตามการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมการจัดการของกองทุนหลัก (ถ้ามี) ในกรณีที่กองทุนหลักมีการแก้ไขเพิ่มเติมโครงการจัดการ ซึ่งบริษัทจัดการเห็นว่าไม่มีนัยสำคัญ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะแก้ไขเพิ่มเติมโครงการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของกองทุนหลักโดยถือว่าได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว และจะแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ หมายเหตุ : (1) กองทุนหลักจะจ่ายค่าธรรมเนียมผู้รับฝากทรัพย์สินโดยคำนวณอ้างอิงกับทรัพย์สินสุทธิทั้งหมดของกองทุนหลัก ณ วันที่เกี่ยวข้องในแต่ละวันและจะจ่ายในแต่ละเดือน ผู้รับฝากทรัพย์สินและกองทุนหลักจะตกลงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมเป็นครั้งคราวตามแต่อัตราของตลาดในประเทศลักเซมเบิร์ก นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือและเพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมผู้รับฝากทรัพย์สิน ซึ่งกองทุนหลักมีหน้าที่ผูกพันค่าใช้จ่ายตามสมควรที่เกิดขึ้นจากผู้รับฝากทรัพย์สินหรือธนาคารและสถาบันการเงินอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการเก็บรักษาทรัพย์สินของกองทุน ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมผู้รับฝากทรัพย์สินโดยปกติจะรวมถึงค่าธรรมเนียมในการเก็บรักษาทรัพย์สิน ค่าธรรมเนียมในการดำเนินการธุรกรรมบางประการของธนาคารและสถาบันการเงินอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการเก็บรักษาทรัพย์สินของกองทุน ซึ่งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในส่วนนี้ที่จะจ่ายให้กับผู้รับฝากทรัพย์สินในแต่ละรอบปีบัญชีนั้นจะเปิดเผยในรายงานประจำปีของกองทุนหลัก ผู้รับฝากทรัพย์สินจะเป็นผู้รับผิดชอบในค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใดๆ ของผู้แทนที่ได้รับการแต่งตั้งในเขตภูมิภาคอื่นๆ ทั้งนี้ กองทุนหลักได้แต่งตั้ง Citibank Europe plc (สาขาประเทศลักเซมเบิร์ก) เป็นผู้รับฝากทรัพย์สิน ตามสัญญาแต่งตั้งผู้รับฝากทรัพย์สิน ฉบับวันที่ 21 พฤศจิกายน 2548 (ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2548) โดยผู้รับฝากทรัพย์สินของกองทุนหลักจะเป็นผู้ถือเงินสด หลักทรัพย์ และทรัพย์สินอื่น ๆ ของกองทุนหลักในนามของกองทุนหลัก ทั้งนี้ ผู้รับฝากทรัพย์สินโดยการอนุมัติของกองทุนหลักอาจแต่งตั้งธนาคารและสถาบันการเงินแห่งอื่น ๆ ให้ถือสินทรัพย์ของกองทุนหลักแทนตนเองได้ อนึ่ง ผู้รับฝากทรัพย์สินเป็นบริษัทย่อย (subsidiary) ของ Citigroup Inc. ค่าธรรมเนียมผู้รับฝากทรัพย์สินอาจมีอัตราแตกต่างกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับตลาดที่สินทรัพย์ของกองทุนหลักถูกนำไปลงทุนและรักษาไว้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีอัตราตั้งแต่ 0.003% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนที่กองทุนหลักมีอยู่ในตลาดที่พัฒนาแล้ว (developed market) ถึง 0.40% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนที่กองทุนหลักมีอยู่ในตลาดเกิดใหม่ (emerging market) ทั้งนี้ อัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าวไม่รวมค่าธรรมเนียมในการดำเนินการธุรกรรมบางประการ (transaction charges) ค่าใช้จ่ายตามสมควร (reasonable disbursement) และค่าใช้จ่ายตามจริง (out-of-pocket) ค่าธรรมเนียมการชำระเงินหรือส่งมอบในแต่ละธุรกรรม (settlement charges) คิดโดยคำนวณจากธุรกรรมแต่ละธุรกรรมเป็นคราวๆ ไป ซึ่งอาจจะแตกต่างกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประเทศที่หลักทรัพย์นั้นถูกส่งมอบหรือมีการชำระหนี้ โดยค่าธรรมเนียมดังกล่าวนี้ จะมีอัตราตั้งแต่ 6 ดอลลาร์สหรัฐต่อธุรกรรมในตลาดที่พัฒนาแล้ว (developed market) ถึง 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อธุรกรรมในตลาดเกิดใหม่ (emerging market) (2) กองทุนหลักจะจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับตัวแทนการชำระเงินในอัตราที่ตกลงกันระหว่างคู่สัญญา ตลอดจนค่าใช้จ่ายตามจริง (out-of-pocket) ที่เกิดขึ้นในการดำเนินงานในหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาตามสมควร รายละเอียดเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของผู้ปฏิบัติการด้านกองทุน นายทะเบียนกองทุน ตัวแทนจดทะเบียนหน่วยลงทุน ตัวแทนการชำระเงินและตัวแทนการโอนหน่วยลงทุนเป็นไปตามที่ปรากฎด้านล่างนี้ ภายใต้สัญญาบริการบริหารกองทุนหลัก ฉบับวันที่ 21 พฤศจิกายน 2548 (ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2548) กองทุนหลักแต่งตั้ง Citibank Europe plc (สาขาประเทศลักเซมเบิร์ก) เป็นผู้ปฏิบัติการด้านกองทุน นายทะเบียนกองทุน ตัวแทนจดทะเบียนหน่วยลงทุน ตัวแทนการชำระเงินและตัวแทนการโอนหน่วยลงทุนของกองทุนหลัก โดย Citibank Europe plc (สาขาประเทศลักเซมเบิร์ก) เป็นผู้ดำเนินการจอง การรับซื้อคืน การสับเปลี่ยน และการโอนหน่วยลงทุน รวมถึงลงทะเบียนธุรกรรมดังกล่าวในสมุดทะเบียนผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุนหลัก นอกจากนี้ Citibank Europe plc (สาขาประเทศลักเซมเบิร์ก) ยังให้บริการกองทุนหลักในการดำเนินการที่เกี่ยวเนื่องกับการเก็บรักษาบัญชีของกองทุน การคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของหน่วยลงทุนของแต่ละกองทุน ณ วันคำนวณ (valuation date) จ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนที่มีชื่อปรากฏอยู่ในทะเบียนผู้ถือหน่วยลงทุน การเตรียมและแจกจ่ายรายงานผู้ถือหน่วยลงทุนและการให้บริการเกี่ยวกับการบริหารกองทุนหลักอื่นๆ กองทุนหลักจะจ่ายค่าธรรมเนียมสำหรับการบริการบริหารดังกล่าวที่อัตราตลาด (commercial rate) ซึ่งคู่สัญญาจะตกลงกำหนดเป็นคราว ๆ บวกด้วยค่าใช้จ่ายตามจริง (out-of-pocket) ตามสมควร โดยค่าธรรมเนียมสูงสุดสำหรับการบริการเหล่านี้เท่ากับ 0.5% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนหลัก ซึ่งอัตรานี้ไม่รวมค่าใช้จ่ายตามจริง (out-of-pocket) ตามสมควร (3) นโยบายการปรับมูลค่าหน่วยลงทุน (Swing Pricing Policy) เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องของกองทุนย่อย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมของกองทุนย่อยในกรณีที่เกิดเหตุการณ์มีมูลค่าเงินลงทุนสุทธิเข้าหรือออกอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทอาจมีการปรับปรุงการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของกองทุนย่อยใดๆ ในแต่ละวันทำการตามนโยบาย Swing Price ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2564 เป็นต้นไป ซึ่งจะกำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวนฉบับแก้ไข ดังต่อไปนี้ "บริษัทอาจจำเป็นต้องใช้เครื่องมือในการรองรับมูลค่าเงินลงทุนสุทธิไหลเข้าหรือไหลออกอย่างมีนัยสำคัญอันเป็นผลมาจากการที่ผู้ลงทุนทำรายการซื้อ ขายคืน และ/หรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนเป็นจำนวนมากจนส่งผลให้มีต้นทุนการทำธุรกรรมที่สูงขึ้นจากการซื้อขายทรัพย์สินในพอร์ตการลงทุนของกองทุนย่อย ด้วยเหตุนี้ กองทุนย่อยจึงอาจมีการลดลงของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วย (“Dilution”) ดังนั้น เพื่อเป็นการลดผลกระทบจากการปรับลดลงดังกล่าวและเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมที่อยู่ในกองทุน บริษัทจะนำนโยบายการปรับมูลค่าหน่วยลงทุน ("Swing Pricing Policy”) มาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการประเมินมูลค่ารายวัน (Daily Valuation Policy) โดยนโยบาย Swing Price ดังกล่าวจะนำมาใช้กับกองทุนย่อยทุกกองทุน หากในวันทำการใด ผลรวมสุทธิจากการทำรายการของผู้ลงทุนในกองทุนย่อยเกินกว่าระดับที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยคำนวณจากเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนย่อยที่เกี่ยวข้องหรือจากจำนวนเงินในฐานสกุลเงิน (base currency) ของกองทุนย่อยที่เกี่ยวข้อง (ตามที่คณะกรรมการหรือผู้มีอำนาจที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการกำหนดและทบทวนเป็นครั้งคราว) โดยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วย (NAV per Share) ของกองทุนย่อยอาจมีการปรับขึ้นหรือลงเพื่อสะท้อนต้นทุน (รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซื้อขายและประมาณการส่วนต่างของราคาซื้อ/ ขายคืน) จากมูลค่าเงินลงทุนไหลเข้าสุทธิและมูลค่าเงินลงทุนไหลออกสุทธิตามลำดับ ("การปรับปรุงมูลค่าหน่วยลงทุน" [“Adjustment”]) หากคณะกรรมการพิจารณาเห็นว่าเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดังนี้ (1) ผลรวมสุทธิจากการทำรายการของผู้ลงทุนในกองทุนย่อยที่เกี่ยวข้องจะถูกกำหนดโดยบริษัทตามข้อมูลล่าสุดที่มีอยู่ ณ เวลาที่ทำการคำนวณ NAV (2) มูลค่าของการปรับปรุงฯ (Adjustment) ขึ้นอยู่กับต้นทุนการซื้อขายในอดีตและสภาวะตลาดของทรัพย์สินที่ถือครองโดยกองทุนย่อยที่เกี่ยวข้องนั้นๆ (3) มูลค่าของการปรับปรุงฯ สำหรับกองทุนย่อยแต่ละกองทุนจะได้รับการทบทวนอย่างน้อยปีละสองครั้งเพื่อสะท้อนถึงต้นทุนประมาณการของการซื้อขายทรัพย์สินที่ถือครองโดยกองทุนย่อยที่เกี่ยวข้องและสภาวะตลาดในขณะนั้น โดยขั้นตอนในการประมาณการสำหรับมูลค่าของการปรับปรุงฯ จะคำนึงถึงปัจจัยหลักต่างๆ ที่ทำให้เกิดต้นทุนในการซื้อขาย (เช่น ส่วนต่างราคาเสนอซื้อ/ขาย (bid/ask spreads) ภาษีหรืออากรที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรม ค่าธรรมเนียมนายหน้า (brokerage fees) เป็นต้น) การปรับปรุงมูลค่าหน่วยลงทุนดังกล่าวนี้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละกองทุนย่อย โดยจะไม่เกิน 2.00% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยเดิม (NAV per Share) (“อัตราสูงสุดในการปรับปรุงมูลค่าหน่วยลงทุน”) ในกรณีที่เกิดสถานการณ์ไม่ปกติ กรรมการอาจพิจารณาเพิ่มอัตราสูงสุดในการปรับปรุงมูลค่าหน่วยลงทุนจากที่ระบุไว้ข้างต้นเป็นการชั่วคราวเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ โดยจะต้องแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนและผู้ลงทุนทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ มูลค่าของการปรับปรุงฯ จะถูกกำหนดขึ้นโดยคณะกรรมการหรือผู้มีอำนาจที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ (4) มูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยของแต่ละชนิดหน่วยลงทุน (Share Class) ของกองทุนย่อยจะถูกคำนวณแยกต่างหากจากกัน แต่การปรับปรุงฯ ใดๆ ในรูปของเปอร์เซ็นต์จะมีผลต่อมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วย (NAV per Share) ของแต่ละชนิดหน่วยลงทุนของกองทุนย่อยเหมือนกัน (5) อัตราค่าธรรมเนียมการจัดการที่อิงกับผลการดำเนินงาน (Performance fee) และค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่คิดจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV-based fee) จะคำนวณตามมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วย (NAV per Share) ก่อนการปรับปรุงมูลค่าหน่วยลงทุนใดๆ" จากผลของการใช้นโยบาย Swing Price นี้ กองทุนย่อยจะต้องอยู่ภายใต้ความเสี่ยงของนโยบายการปรับมูลค่าหน่วยลงทุน (Swing Pricing Risk) ซึ่งสรุปได้ดังนี้ : - ขนาดของผลกระทบจากการปรับปรุงมูลค่าหน่วยลงทุนจะถูกกำหนดโดยต้นทุนประมาณการของทรัพย์สินที่ซื้อขายแต่ละประเภทที่ถือครองโดยกองทุนย่อยที่เกี่ยวข้องและสภาวะตลาดในขณะนั้น โดยมูลค่าของการปรับปรุงฯ นี้สะท้อนถึงต้นทุนการซื้อขายโดยประมาณของกองทุนย่อยที่ถูกกำหนดโดยต้นทุนการซื้อขายในอดีตและสภาวะตลาดซึ่งอาจไม่ใช่ต้นทุนการซื้อขายที่เกิดขึ้นจริง - การเคลื่อนไหวของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ในส่วนของกองทุนย่อยอาจไม่สะท้อนถึงผลการดำเนินงานของพอร์ตการลงทุนที่แท้จริงอันเป็นผลมาจากการใช้นโยบาย Swing Price โดยปกติ การปรับปรุงมูลค่าหน่วยลงทุนที่เกิดจากนโยบาย Swing Price จะทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วย (NAV per Share) เพิ่มขึ้นเมื่อมีปริมาณเงินลงทุนสุทธิจำนวนมากไหลเข้ากองทุนย่อยและมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยจะลดลงเมื่อมีปริมาณเงินลงทุนสุทธิไหลออกจำนวนมาก ซึ่งการปรับปรุงฯ เดียวกันนี้จะถูกนำมาใช้กับทุกชนิดหน่วยลงทุนของกองทุนย่อย ดังนั้น ผู้ลงทุนที่ทำธุรกรรมทั้งหมดในกองทุนย่อยไม่ว่าจะทำรายการซื้อหรือขายคืนจะได้รับผลกระทบจากการปรับปรุงฯ ดังกล่าว - เนื่องด้วยการปรับปรุงมูลค่าหน่วยลงทุนจากนโยบาย Swing Price เกี่ยวข้องกับการไหลเข้าและการไหลออกของเงินจากกองทุนย่อยจึงไม่สามารถคาดการณ์แน่นอนได้ว่าจะเกิดการปรับลดในช่วงเวลาใดในอนาคต ดังนั้น จึงไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำเช่นกันว่าบริษัทจะมีความจำเป็นที่ต้องใช้นโยบาย Swing Price มากน้อยเพียงใด (4) กองทุนหลักจะจ่ายค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นและเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการของกองทุนหลัก รวมถึงค่าธรรมเนียมผู้สอบบัญชี ที่ปรึกษากฎหมายและที่ปรึกษาอื่น ๆ ตลอดจนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการตีพิมพ์ และแจกจ่ายเอกสารหนังสือชี้ชวนฉบับปัจจุบันของกองทุนหลัก และเอกสารหนังสือชี้ชวนอื่นใดภายหลัง ตลอดจน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการตีพิมพ์ และแจกจ่ายเอกสารรายงานประจำปี และรายงานผลการดำเนินการรอบหกเดือน นอกจากนี้ กองทุนหลักจะรับผิดชอบในบรรดาค่าใช้จ่ายนายหน้า ค่าภาษี และค่าธรรมเนียมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ตลอดจนค่าตอบแทนกรรมการหรือผู้บริหารกองทุนหลักบางท่านและค่าใช้จ่ายตามจริง (out-of-pocket) ที่เกิดขึ้นในการดำเนินงานในหน้าที่ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กองทุนหลักจะไม่มีหน้าที่ในการรับผิดชอบหรือจ่ายค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการตลาดที่เกี่ยวเนื่องกับการขายหรือตัวแทนการตลาดและกองทุนหลักจะไม่มีสิทธิที่จะได้รับค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวเนื่องกับการขายหรือตัวแทนการตลาดไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
Actual charged, per year
Investment policy as filed with SEC Thailand.
actual = what the AMC currently charges · max = prospectus ceiling (no actual reported). Annual fees aren’t additive with one-time fees.