MFC Core Private Infrastructure Fund Not for Retail Investors
MFC ASSET MANAGEMENT PUBLIC COMPANY LIMITED · Other · settlement T+15
↳ Invests in Ares Core Infrastructure Fund · สหรัฐอเมริกา
✨Invests primarily in the Ares Core Infrastructure Fund, focusing on equity and debt securities related to unlisted infrastructure assets.
กองทุนมีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว (Feeder Fund) คือ Ares Core Infrastructure Fund (กองทุนหลัก) ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักมีสถานะเป็นกองทรัสต์ตามกฎหมายของรัฐ Delaware ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีลักษณะเป็น Business Development Company (“BDC”) ภายใต้กฎหมาย Investment Company Act of 1940 โดยมี Ares Capital Management II LLC เป็นที่ปรึกษา (“Adviser”) กองทุนหลักมุ่งเน้นการลงทุนในตราสารทุนและตราสารหนี้ของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน (“Infrastructure Assets”) ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยจะเน้นไปที่สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานหลัก (Core Infrastructure Assets) ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปกติ กองทุนจะลงทุนอย่างน้อยร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ รวมกับจำนวนเงินที่กู้ยืมมาเพื่อการลงทุน โดยจะลงทุนในสินทรัพย์และบริษัทที่มีรายได้อย่างน้อยร้อยละ 50 จากสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน และ/หรือมีการจัดสรรสินทรัพย์อย่างน้อยร้อยละ 50 ไปยังสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน สำหรับส่วนที่เหลือ กองทุนอาจลงทุนในหลักทรัพย์ตราสารทางการเงินอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ตราสารทุน ตราสารหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน เงินฝาก หรือตราสารเทียบเท่าเงินฝาก ตลอดจนหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนด กองทุนอาจลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหรือผู้ออกต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ (non-investment grade) ตราสารหนี้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (unrated securities) ตราสารทุนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (unlisted securities) และตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Notes) รวมถึงกองทุนอาจทําธุรกรรมการให้ยืมหลักทรัพย์ (Securities lending) และ/หรือทำธุรกรรมการซื้อโดยมีสัญญาขายคืน (Reverse Repo) ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกาศกำหนด นอกจากนี้ กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management) โดยอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีสินทรัพย์อ้างอิง ได้แก่ ทรัพย์สินต่างๆ ที่กองทุนสามารถลงทุนได้ อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน เครดิต เป็นต้น ซึ่งการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอาจมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงราคาของหลักทรัพย์อ้างอิงที่เคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ และ/หรือกองทุนรวมอาจมีความเสี่ยงจากการที่คู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เนื่องจากมีภาระความเสี่ยงจากการเข้าทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนไม่สามารถปฏิบัติตามภาระผูกพันที่ตกลงไว้ได้ ทั้งนี้ บริษัทจัดการจะคาดการณ์และศึกษาวิเคราะห์ตัวแปรอ้างอิงของตราสารอย่างรอบคอบ รวมทั้งติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่อาจมีผลกระทบต่อราคา และปรับเปลี่ยนสถานการณ์การลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้เหมาะสมกับภาวะตลาดในขณะนั้น โดยการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า บริษัทจัดการจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของกองทุนรวมและผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม กองทุนได้มีการกำหนดนโยบายการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุนในระดับชนิดหน่วยลงทุน ได้แก่ ชนิดไม่ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Unhedged) และชนิดป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด (Fully hedged) กองทุนและกองทุนหลักอาจมีการลงทุนหรือการทำธุรกรรมดังต่อไปนี้ โดยมีฐานะการลงทุนสูงสุดของกองทุน (Maximum Limit) ในการลงทุนหรือการทำธุรกรรม ดังนี้ 1. กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management) และตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง เฉพาะส่วนที่มีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดยมีสัดส่วนการลงทุนไม่เกินร้อยละ 100 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน กองทุนหลักอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน (Efficient Portfolio Management) โดยไม่จำกัดสัดส่วนการลงทุน 2. กองทุนอาจกู้ยืมเงินและทำธุรกรรมการขายโดยมีสัญญาซื้อคืน (Repo) เพื่อประโยชน์ในการจัดการลงทุนของกองทุนไม่เกินร้อยละ 50 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน กองทุนหลักอาจกู้ยืมเงิน (Leverage) เพื่อเพิ่มผลตอบแทนของกองทุนได้ โดยกฎหมายกำหนดให้กองทุนหลักต้องดำรงอัตราส่วน Asset Coverage Ratio ไม่น้อยกว่าร้อยละ 150 หรือ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) ไม่เกิน 2:1 3. กองทุนจะไม่ทำธุรกรรมการขายหลักทรัพย์ที่ต้องยืมมาเพื่อการส่งมอบ (Short Sale) กองทุนหลักอาจทำธุรกรรมดังกล่าว โดยไม่จำกัดสัดส่วนการลงทุน 4. กองทุนจะไม่ลงทุนในหน่วย Private Equity โดยตรง กองทุนหลักอาจลงทุนในหน่วย Private Equity โดยไม่จำกัดสัดส่วนการลงทุน ในกรณีที่บริษัทจัดการเห็นว่าการลงทุนในกองทุน Ares Core Infrastructure Fund นั้นไม่เหมาะสมอีกต่อไป เช่น เมื่อผลตอบแทนของกองทุนรวมต่างประเทศต่ำกว่าผลตอบแทนของกองทุนรวมต่างประเทศอื่นๆ ที่มีนโยบายการบริหารจัดการใกล้เคียงกันติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรือต่ำกว่าผลตอบแทนของกองทุนรวมต่างประเทศอื่นอย่างเห็นได้ชัด และ/หรือเมื่อพบว่าการบริหารจัดการของกองทุนรวมต่างประเทศดังกล่าวไม่เป็นไปตามที่ระบุหรือสัญญาไว้กับผู้ลงทุน และ/หรือเมื่อกองทุนรวมต่างประเทศดังกล่าวกระทำผิดร้ายแรงโดยหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศนั้นๆ เป็นผู้ให้ความเห็น และ/หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์หรือคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่างๆ จนอาจส่งผลให้การลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศเป็นภาระต่อผู้ลงทุนโดยเกินจำเป็น เป็นต้น บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะนำเงินลงทุนไปลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศอื่นที่มีนโยบายการลงทุนใกล้เคียงกัน โดยกองทุนจะดำรงอัตราส่วนการลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยถือว่าได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว ทั้งนี้ ในการโอนย้ายหรือสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปยังกองทุนอื่นข้างต้น บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการพิจารณาดำเนินการครั้งเดียวหรือหลายครั้งก็ได้ โดยการทยอยโอนย้ายเงินลงทุน จึงอาจส่งผลให้ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวกองทุนอาจลงทุนหรือมีไว้ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศมากกว่า 1 กองทุนตามที่ระบุไว้ในโครงการข้างต้น บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงชนิดของหน่วยลงทุน และ/หรือเปลี่ยนแปลงสกุลเงินลงทุนเป็นสกุลเงินอื่นใดในภายหลังได้ โดยถือว่าได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหน่วยลงทุนแล้ว โดยบริษัทจัดการจะคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนและ/หรือกองทุนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ บริษัทจัดการจะแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบล่วงหน้าโดยปิดประกาศ ณ ที่ทำการของบริษัทจัดการและผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (ถ้ามี) และ/หรือประกาศทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงประเภทและลักษณะพิเศษของกองทุนรวมในอนาคตให้เป็นกองทุนรวมหน่วยลงทุน (Fund of Funds) หรือกองทุนรวมที่มีการลงทุนโดยตรงในตราสาร และ/หรือหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือสามารถกลับมาเป็นกองทุนรวมฟีดเดอร์ (Feeder Fund) ได้ โดยไม่ทำให้ระดับความเสี่ยงของการลงทุน (risk profile) เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาด โดยเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุน อนึ่ง บริษัทจัดการจะดำเนินการแจ้งให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนดำเนินการเปลี่ยนแปลงประเภทกองทุนรวมดังกล่าว โดยจะปิดประกาศ ณ ที่ทำการของบริษัทจัดการและผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (ถ้ามี) และ/หรือประกาศทางเว็บไซต์ของบริษัทจัดการ ข้อมูลสำคัญของกองทุน Ares Core Infrastructure Fund (กองทุนหลัก) ชื่อกองทุน Ares Core Infrastructure Fund โครงสร้างการลงทุน กองทุนหลักมีสถานะเป็น Business Development Company (“BDC”) BDC คือ บริษัทจัดการลงทุนแบบปิดที่ได้ดําเนินการจัดตั้งกับ SEC ภายใต้ข้อกำหนดตามกฎหมายการลงทุนปี 1940 (Investment Company Act of 1940) ซึ่งมุ่งเน้นการลงทุนในบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กในสหรัฐอเมริกา ในฐานะ BDC กองทุนจะต้องลงทุนใน “สินทรัพย์ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์” (“Qualifying Assets”) ที่ระบุไว้ใน Section 55(a) ของ the 1940 Act โดยกองทุนต้องลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของพอร์ตการลงทุนในบริษัทเอกชนหรือบริษัทมหาชนในสหรัฐอเมริกาหรือบริษัทที่มีธุรกิจหลักในสหรัฐอเมริกา ซึ่งโดยทั่วไปมักเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงหลักทรัพย์และหนี้สิน เงินสด รายการเทียบเท่าเงินสด หลักทรัพย์ของรัฐบาล และตราสารหนี้คุณภาพสูง ส่วนที่เหลืออาจลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ใน Section 55(a) ข้างต้น รวมถึงสามารถลงทุนในบริษัทที่ตั้งอยู่นอกสหรัฐอเมริกาได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของพอร์ตการลงทุน วัตถุประสงค์การลงทุน กองทุนหลักมุ่งสร้างผลตอบแทนรวมที่ปรับด้วยความเสี่ยง โดยผลตอบแทนมาจากรายได้เป็นหลักและการเพิ่มขึ้นของมูลค่าเงินลงทุนเป็นลำดับรอง กองทุนมุ่งเน้นการลงทุนในตราสารทุนและตราสารหนี้ของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน (“Infrastructure Assets”) ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยจะเน้นไปที่สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานหลัก (Core Infrastructure Assets) ซึ่งในส่วนของตราสารทุนจะถือหุ้นทั้งสัดส่วนใหญ่และเล็กตามที่ที่ปรึกษาเห็นสมควร นอกจากนี้ การลงทุนของกองทุนอาจรวมถึงหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิ สัญญาวอร์แรนท์หรือออปชั่น หนี้ที่มีหลักประกันและสิทธิได้รับชําระก่อนเป็นลําดับแรกหากมีการผิดนัดชำระ หนี้ที่มีหลักประกันและสิทธิได้รับชําระก่อนเป็นลําดับสอง สินเชื่อด้อยสิทธิทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน หนี้ด้อยสิทธิ ตราสารที่ผิดนัดชำระ และตราสารแปลงสภาพ โดยในส่วนของการบริหารเงินสดและเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ กองทุนจะลงทุนในสินเชื่อร่วม และตราสารหนี้อื่นที่มีสภาพคล่องมากกว่า รวมถึงตราสารหนี้ที่ซื้อขายในตลาดรอง และตราสารอื่นๆ ที่ไม่ได้มีการออกโดยตรงให้กับผู้กู้รายใด รวมถึงตราสารทุนและการลงทุนอื่นในบริษัทด้านการลงทุน เช่น exchange-traded funds ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปกติ กองทุนจะลงทุนอย่างน้อยร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ รวมกับจำนวนเงินที่กู้ยืมมาเพื่อการลงทุน โดยจะลงทุนในสินทรัพย์และบริษัทที่มีรายได้อย่างน้อยร้อยละ 50 จากสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน และ/หรือมีการจัดสรรสินทรัพย์อย่างน้อยร้อยละ 50 ไปยังสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน นโยบายการลงทุน กองทุนมีเจตนาที่จะลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน โดยกองทุนให้คำนิยาม “Infrastructure Assets” ว่าเป็นการลงทุนในตราสารทุนและตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการลงทุนในหมวดการผลิตพลังงาน (เช่น พลังงานหมุนเวียน และโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน) ก๊าซธรรมชาติหมุนเวียน ก๊าซธรรมชาติเหลว การขนส่ง โทรคมนาคม โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (เช่น data centers สายไฟเบอร์ออฟติก และเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือ) โครงสร้างพื้นฐานขั้นกลางน้ำและด้านพลังงาน สาธารณูปโภคที่มีการกำกับดูแล โครงสร้างพื้นฐานด้านสังคม (เช่น การบำบัดและบริหารจัดการน้ำ การจัดการขยะและการรีไซเคิล) บริการด้านสิ่งแวดล้อม (เช่น การกักเก็บคาร์บอน การฟื้นฟูดินและอากาศ และการลดปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ภายใต้สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน ทีมบริหารพอร์ตการลงทุนของกองทุนจะเน้นลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานหลัก (Core Infrastructure Assets) ซึ่งเป็นสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานที่กองทุนเชื่อว่า (1) สามารถคาดการณ์กระแสเงินสดได้ในระดับที่แน่นอน (2) สามารถสร้างผลตอบแทนที่มาจากรายได้เป็นหลัก โดยมีโอกาสเพิ่มขึ้นของกำไรจากการถือครองสินทรัพย์ระยะยาว (ซึ่งมักถือครองมากกว่า 5 ปี) (3) สามารถสร้างรายได้และกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้ เนื่องจากอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ซึ่งอาจเป็นการควบคุมอัตราโดยหน่วยงานภาครัฐ หรือการลงนามในสัญญาระยะยาวกับคู่สัญญาที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น รัฐบาล เทศบาล หรือบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถช่วยป้องกันสินทรัพย์เหล่านี้จากแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดในระยะสั้น วันที่จัดตั้ง 7 พฤษภาคม 2567 ประเทศที่จดทะเบียนจัดตั้ง ประเทศสหรัฐอเมริกา สกุลเงิน ดอลลาร์สหรัฐ (USD) อายุโครงการ ไม่กำหนด Benchmark ไม่มี ที่ปรึกษากองทุน (Adviser) Ares Capital Management II LLC การลงทุนขั้นต่ำ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ การจ่ายเงินปันผล (Distributions) กองทุนจ่ายเงินปันผลเป็นรายเดือน โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการและขึ้นอยู่กับรายได้ของกองทุน สถานะทางการเงิน การพิจารณาด้านภาษี การปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ BDC และปัจจัยอื่นที่คณะกรรมการเห็นสมควร การกู้ยืมเงิน (Leverage) กองทุนสามารถกู้ยืมเงินได้ โดยต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายการลงทุนปี 1940 (Investment Company Act of 1940) ซึ่งกฎหมายกำหนดให้กองทุนต้องดำรงอัตราส่วน Asset Coverage Ratio ไม่น้อยกว่าร้อยละ 150 หรือ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt to Equity Ratio) ไม่เกิน 2:1 การสั่งซื้อหน่วยลงทุน วันทำการแรกของแต่ละเดือน การรับซื้อคืนหน่วยลงทุน (Share Repurchase Program) กองทุนรับซื้อคืนหน่วยลงทุนเป็นรายไตรมาส สูงสุดไม่เกิน 5% ของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมด (ซึ่งคิดตามจำนวนหน่วยลงทุนหรือตามมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนหลัก) ทั้งนี้ การรับซื้อคืนหน่วยลงทุนในแต่ละรอบจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ Board of Trustees ซึ่งอาจแก้ไข ระงับ หรือยกเลิกการรับซื้อคืนหน่วยลงทุน หากพิจารณาแล้วว่าการกระทำดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของกองทุนและผู้ถือหน่วยลงทุน ส่งผลให้การรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอาจไม่สามารถทำได้ในแต่ละไตรมาส นอกจากนี้ กองทุนจะหักค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่ 2% ของ NAV สำหรับหน่วยลงทุนที่ถือครองต่ำกว่า 1 ปี อีกทั้ง กองทุนมีกำหนดมูลค่าขั้นต่ำในการถือครองอยู่ที่ 500 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าธรรมเนียมของกองทุน ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) ในอัตรา 1.25% ต่อปี ซึ่งคำนวณจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนและชำระเป็นรายเดือน ค่าธรรมเนียมจูงใจตามผลงาน (Incentive Fee) ประกอบด้วย 2 ส่วนดังนี้ ส่วนที่หนึ่ง ในอัตรา 12.5% ของ pre-incentive fee หลังหักรายได้จากการลงทุน ทั้งนี้ มีการกำหนดผลตอบแทนขั้นต่ำรายไตรมาสที่ 1.25% (หรือเทียบเท่า 5% ต่อปี) ซึ่งจะถูกคำนวณและจ่ายเป็นรายไตรมาส ส่วนที่สอง ในอัตรา 12.5% ของกำไรจากส่วนต่างราคาที่รับรู้แล้วสะสมจากวันที่จัดตั้งกองทุนจนถึงสิ้นปีปฏิทิน โดยคำนวณหักกับการขาดทุนสุทธิที่รับรู้และยังไม่รับรู้ (net of realized capital losses and unrealized capital depreciation) แบบสะสม หักด้วยจำนวน incentive fee ที่ได้จ่ายไปก่อนหน้า โดยจะจ่ายให้กับที่ปรึกษา ณ สิ้นปีปฏิทิน สภาพคล่องของการขายคืนหน่วยลงทุน (Liquidity) กองทุนจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนเป็นรายไตรมาส สูงสุดไม่เกิน 5% ของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมด (ซึ่งคิดตามจำนวนหน่วยลงทุนหรือตามมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนหลัก) ซึ่งหากมีการขายคืนหน่วยลงทุนที่ถือครองต่ำกว่า 1 ปี จะถูกรับซื้อคืนที่ 98% ของ NAV โดย Board of Trustees อาจแก้ไข ระงับ หรือยกเลิกการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนตามดุลยพินิจ หากพิจารณาแล้วว่าการกระทำดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของกองทุนและผู้ถือหน่วยลงทุน ส่งผลให้การรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอาจไม่สามารถทำได้ในแต่ละไตรมาส ผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodian) U.S. Bank Trust Company, National Association
Investment policy as filed with SEC Thailand.
actual = what the AMC currently charges · max = prospectus ceiling (no actual reported). Annual fees aren’t additive with one-time fees.